You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
จาก "อีช่อ" ถึง "ชุดที่ไม่เหมาะสม" ย้อนดูบทบาทนักการเมืองหญิงในที่ประชุมสภา
มาถึงวันนี้คงไม่มีใครไม่รู้จักคำว่า "อีช่อ" ทำให้ ส.ส. หญิงหลายสมัยคนหนึ่งกลายเป็นหนึ่งใน ส.ส. ที่มีคนพูดถึงมากที่สุดนับตั้งแต่เปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรนัดแรกเมื่อปลายเดือน พ.ค. จนมาถึงการประชุมร่วมกันของรัฐสภาเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีเมื่อ 5 มิ.ย. 2562
น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ คือ คนที่ใช้คำดังกล่าวเมื่อเธอพาดพิงถึง น.ส.พรรณิการ์ วานิช ส.ส. และโฆษกพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งเป็นที่รู้กันว่ามีชื่อเล่นว่า "ช่อ"
บางคนวิจารณ์นั่นเป็นกิริยาที่ไม่เหมาะสม ขณะที่บางคนถูกใจกับลีลาการวิพากษ์วิจารณ์ของเธอที่สร้างสีสันให้การเมืองหลังเลือกตั้ง
ถึงแม้ว่าผลการเลือกตั้งในครั้งนี้ จะไม่ทุบสถิติในเรื่องของสัดส่วนของ ส.ส. หญิงในสภาจากการเลือกตั้งเมื่อปี 2554 ซึ่ง น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี และมี ส.ส.หญิงเข้ามาในสภาได้ถึงร้อยละ 24 แต่ในการเลือกตั้ง 24 มี.ค. 2562 ก็มีผู้หญิงเข้าไปนั่งในสภาได้ถึง 78 คน จากทั้งหมด 498 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 15.8 โดยหลายพรรคได้จัดให้ผู้สมัคร ส.ส. หญิงอยู่ในลำดับต้น ๆ ของ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ และให้ความสำคัญกับสัดส่วนของผู้สมัคร ส.ส.ผู้ชายและผู้หญิง มากขึ้น
ไม่ว่าวิวาทะเรื่อง "อีช่อ" ที่ น.ส.ปารีณา สร้างขึ้นจะเพียงหวังผลเพื่อยึดครองพื้นที่สื่อหรือเพื่อวิพากษ์วิจารณ์เพื่อน ส.ส. อย่างจริงจัง แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือการที่สื่อนำข้อความมาผลิตซ้ำ ได้สร้างภาพจำของนักการเมืองหญิงให้ตกอยู่ในวังวนของภาพพจน์ผู้หญิงที่ใช้อารมณ์เป็นตัวนำ
ผิดหวัง...แต่ยังดีที่มี ส.ส. หญิง
"รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องไร้สาระ และผิดหวังกับเหตุการณ์นี้มาก" น.ส. สิรินทร์ มุ่งเจริญ นิสิตคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้งครั้งแรกในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มี.ค. บอกกับบีบีซีไทย
"แทนที่ ส.ส. หญิงจะทำการสนับสนุนกันเองในสภา ในฐานะที่เป็นผู้หญิงเหมือนกัน และร่วมกันยินดีในความสำเร็จของกันและกัน แต่กลับมาปะทะกันเอง และเปรียบเทียบกันและกันเอง" น.ส. สิรินทร์กล่าว
"การโจมตีในเรื่องการแต่งกายและหน้าตาไม่ใช่สมควรทำ ส่วนตัวก็ไม่เคยเห็น ส.ส. ชายทำแบบนี้ มันเป็นตัวอย่างที่ไม่ดี"
"แต่ในขณะเดียวกันก็ดีใจที่เห็นว่ามีผู้หญิงเข้าไปทำหน้าที่เสมือนตัวแทนของผู้หญิงในสภา เพราะเชื่อมั่นว่า ส.ส. หญิงต้องผลักดันนโยบายที่เอื้อประโยชน์ต่อเพศหญิงเช่นการลดภาษีผ้าอนามัย กฎหมายการทำแท้ง หรือกฎหมายการข่มขืน ได้ดีกว่า ส.ส. เพศชาย เพราะ ส.ส. หญิงน่าจะให้ความสำคัญกับสิ่งนี้เป็นอันดับต้น ๆ"
ผู้เลือกตั้งครั้งแรกอีกรายหนึ่ง น.ส. ฐาปนี ทรัพยสาร อายุ 23 ปี บอกกับบีบีซีไทยว่าผิดหวังกับการวิพากษ์วิจารณ์กันเองของ ส.ส. หญิง แต่ไม่ประหลาดใจ เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้มีสิ่งที่ไม่เป็นไปตามคาดอยู่มากมาย
"ไม่เข้าใจว่าจะถกเถียงกันด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่องทำไม แต่ก็ไม่แปลกใจ" น.ส.ฐาปนีกล่าว "คนเหล่านี้ควรจะเป็นตัวแทนของประชาชน และตัวแทนของผู้หญิงระดับผู้นำในสภา แต่การนำเรื่องเหล่านี้มาเป็นประเด็นคิดว่าเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม"
มีข่าวฉาวดีกว่าไม่มีข่าว
เวทีการเมืองหลังจากการเลือกตั้ง 24 มี.ค. นั้นมีสีสันไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นเปิดกว้างให้คนจากทุกกลุ่มเพศสภาพได้เข้ามามีบทบาทในการเมืองไทยในฐานะ ส.ส. จึงทำให้สื่อมวลชนจับตามองผู้สมัครที่โดดเด่นตั้งแต่ช่วงหาเสียง จนมาถึงช่วงที่ได้ ส.ส. เข้าสภา
ผศ.ดร. นฤมล ทับจุมพล อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นถึงการทำหน้าที่ ส.ส.ของ น.ส.ปารีณา ว่า การทำตัวเองให้เป็นข่าว ไม่ว่าข่าวนั้นจะเป็นในทางลบหรือไม่ ก็ยังดีกว่าการไม่มีชื่อปรากฏอยู่ในข่าวเลย
"คำถามคือเจ้าตัวอยากจะเป็นดาวสภาด้วยข่าวในลักษณะนี้หรือไม่ เพราะคำที่อยู่ในลักษณะที่เป็นการลดคุณค่าของมนุษย์ลักษณะนี้ สังคมไทยไม่น่าจะชอบ และไม่น่าจะรับได้" ผศ.ดร. นฤมล กล่าว
"นี่เป็นการต่อสู้กันระหว่าง ส.ส. แบบเก่าและ ส.ส. แบบใหม่ ซึ่งหมายถึง ส.ส. ที่ทำหน้าที่ในสภาแบบที่เคยเป็นมา กับ ส.ส. ที่ใช้สื่อสังคมออนไลน์เป็นตัวช่วยเผยแพร่ข้อมูลเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง ในยุคปัจจุบันที่เราใช้สื่อสังคมออนไลน์เป็นตัวชี้วัดว่าคนจดจำเราได้หรือเปล่า โดยผ่านยอดไลค์หรือแชร์ การเมืองแบบวาทกรรมจะช่วยสร้างอัตลักษณ์อีกรูปแบบหนึ่งขึ้นมา แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือว่ามันคุ้มหรือไม่กับการที่ได้รับการจดจำในรูปแบบลบ ๆ"
ภาพลักษณ์เป็นสิ่งสำคัญ
เมื่อเทียบกับนักการเมืองชายแล้ว นักการเมืองหญิงไม่ว่าจะในประเทศไหนก็ตามต่างก็ถูกจับตามองในเรื่องของภาพลักษณ์เป็นพิเศษ เห็นได้จากการประชุมสภาเพื่อเลือกนายกฯ เมื่อวันที่ 5 มิ.ย. ซึ่งหนึ่งในประเด็นที่กลายเป็นเรื่องขึ้นมาคือ "สีชุด" ของ น.ส.พรรณิการ์ ที่เธอสวมใส่เข้าสภา พร้อมมีคำวิจารณ์อีกมากมายทั้งจาก ส.ส. ด้วยกันเองอย่าง ปารีณา ไกรคุปต์ หรือ จากแพทย์หญิงคุณหญิง พรทิพย์ โรจนสุนันท์
การที่มีข่าวในลักษณะนี้อยู่บ่อย ๆ ที่แท้จริงแล้วสะท้อนให้เห็นว่าคุณค่าของผู้หญิงและผู้ชายมีตัวชี้วัดคนละตัวกัน โดย น.ส. นัยนา สุภาพึ่ง ผู้อำนวยการมูลนิธิธีรนาถ กาญจนอักษร บอกกับบีบีซีไทยว่า "เราถูกปลูกฝังมาว่าผู้หญิงจะได้รับการยอมรับจากรูปร่างหน้าตา ในขณะที่ผู้ชายจะได้รับการยอมรับจากชาติตระกูล หน้าที่การงาน และยศถาบรรดาศักดิ์ เพราะฉะนั้นการวิจารณ์นักการเมืองหญิงด้วยเรื่องของเสื้อผ้า หน้า ผม สะท้อนให้เห็นว่าการให้คุณค่าของแต่ละคนนั้นถูกตีกรอบด้วยเรื่องเพศ ไม่ใช่เรื่องของความสามารถหรือผลงาน" น.ส. นัยนากล่าว
การผลิตซ้ำของสื่อก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ข่าวที่ไม่ได้มีคุณค่าทางการข่าวไปมากกว่าการเป็นสีสัน ถูกผลิตซ้ำไปซ้ำมาและก่อให้เกิดภาพจำแบบเหมารวมของเพศนั้น ๆ
"เราต้องรู้เท่าทันสื่อ เราต้องมีการตั้งคำถามและหาคำตอบว่าอะไรเป็นเหตุผลให้ข้อมูลบางอย่างถูกนำเสนอออกมา ในกรณีของคุณช่อ (น.ส.พรรณิการ์) นั้น ส่วนตัวคิดว่าเป็นการต้องการกระตุ้นยอดผู้ชมของสื่อต่าง ๆ เพราะมันเป็นประเด็นที่พูดถึงกันอยู่ในสังคม เลยทำให้ผู้ทำได้รับสื่อตกอยู่ในวังวนของการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเพศแบบไม่รู้ตัว เราต้องหัดถามตัวเองว่าถ้าเหตุการณ์ในรูปแบบเดียวกันเกิดขึ้นกับเพศชาย เราจะคิดแบบนี้หรือไม่ และเพราะอะไร"
ก้าวข้ามการตีตราเรื่องเพศ
จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น น.ส.นัยนา นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิสตรี แนะนำว่าหลังจากนี้ทุกฝ่ายทั้ง นักการเมืองและประชาชนที่ติดตามการเมืองผ่านสื่อควรจะก้าวข้ามเรื่องเพศและดูที่ผลงานของ ส.ส.เป็นหลัก
"เราต้องก้าวข้ามการตีตราเรื่องเพศ และดูที่ตัวบุคคลเป็นหลัก ตอนช่วงที่คุณชูวิทย์ลงมาเล่นการเมือง เขาก็มีท่าทีที่ขึงขัง มีบุคลิกที่แตกต่างไม่เหมือนนักการเมืองทั่วไป และมักมีวาทกรรมในเชิงจับผิดคนอื่นอยู่บ่อยครั้ง แต่สังคมไม่มีปัญหากับเขา เพราะเขาเป็นผู้ชาย ในทางกลับกัน กรณีล่าสุดที่เกิดขึ้นกับ ส.ส. หญิง กลับมีการวิจารณ์และพูดถึงกันอย่างกว้างขวาง" น.ส.นัยนาอธิบาย
"ถ้าเราไม่มีกระแสแรงพอ ก็ไม่มีใครสนใจเรา คราวนี้ทุกคนก็เลยลุกขึ้นมาทำอะไรแผลง ๆ ผ่านสื่อกันหมด แต่พอได้สติก็เกิดความสำนึก โดยอย่างกรณีของคุณปารีณา ที่เป็น ส.ส. มาหลายสมัยแต่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักจนกระทั่งวันนี้ นั่นก็เป็นเพราะวาทกรรมที่เขาเลือกใช้เพื่อเพิ่มกระแสความนิยมในสื่อให้ตัวเอง คำถามคือเรากำลังตกเป็นเครื่องมือของเขาหรือเปล่า"