You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
“ขออนุญาต” งานศิลปะจาก 12 ศิลปิน สะท้อนภาวะการเซ็นเซอร์ยุครัฐบาลทหาร
ศิลปิน คนทำหนัง นักเขียน 12 คน สะท้อนความคิดผ่านงานศิลปะเชิงทดลอง "ขออนุญาต Seeking Permission" ในยุคที่รัฐสอดส่อง ตรวจตรา ควบคุม ไปถึงอาณาบริเวณของศิลปะ
"หากวิพากษ์ความคิดหรือระบอบที่ครอบงำต้องถูกตรวจสอบ" เป็นคำอธิบายจากงานชุดนี้ โดยได้แรงบันดาลใจจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับวงการศิลปะเวียดนามที่ศิลปินต้อง "ขออนุญาต" เจ้าหน้าที่รัฐก่อนเผยแพร่งาน
ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ศิลปะหลากแขนงที่แตะเข้าไปในปริมณฑลการเมืองกลายเป็นเรื่องที่ถูกตรวจตราเซ็นเซอร์ อาทิ การเข้าสังเกตการณ์ของทหารในเวทีการแสดงละคร ปลดภาพศิลปะทางการเมือง สั่งยุติฉายภาพยนตร์ที่ว่าด้วยความรุนแรงทางประวัติศาสตร์
นิทรรศการศิลปะเชิงแนวคิด ชุดนี้ จึงชวนตั้งคำถาม จินตนาการภาพอนาคตหากการเซ็นเซอร์รูปแบบนี้เกิดขึ้น ผ่านการตีความของศิลปินที่มีภูมิหลังในการสร้างงานต่างประเภท
ผลงานจาก 12 ศิลปิน จัดแสดงที่แกลเลอรี คาร์เทล อาร์ตสเปซ กลางกรุงเทพฯ ที่ซอยนราธิวาสราชนครินทร์ 22 สถานที่แห่งเดียวกันนี้เมื่อกลางปีก่อน ศิลปะต้องพ่ายกับ "ความกลัว" จากระบอบที่มักอ้าง "ความอ่อนไหว" ปิดปากเสียงที่ศิลปะต้องการพูด
บุคคลที่ไม่ได้ขออนุญาต
เมื่อผู้ชมก้าวเข้าไปในแกลเลอรีที่ทุกด้านของผนังทาด้วยสีขาวจะพบกับแฟ้มหนาสีดำที่ซึ่ง "แบบฟอร์มขออนุญาต" 12 ชิ้น แขวนอยู่ แทนที่จะเป็นงานศิลปะอย่างภาพวาด ภาพถ่าย ตามความคาดหวังพื้นฐานของคนดู
อารีแอน คุปเฟอร์แมน สุทธวงษ์ ภัณฑารักษ์รวบรวมงานชุดนี้ กล่าวกับบีบีซีไทยว่า ที่มาของนิทรรศการชุดนี้เกิดจากวงพูดคุยของคนทำงานศิลปะเล็ก ๆ ที่เห็นว่าเหตุการณ์ปลดภาพศิลปะทางการเมืองเมื่อปีที่แล้ว อาจรุกล้ำไปยังพื้นที่ศิลปะในระดับที่รุนแรงมากขึ้น ซึ่งเป็นจังหวะที่ปีนี้ไทยเป็นเจ้าภาพงานจัดแสดงระดับนานาชาติอย่างเบียนนาเลถึง 3 งาน
เธอกล่าวถึงสารตั้งต้น คือ แบบฟอร์มขออนุญาตเผยแพร่งานศิลปะ ที่เป็นโจทย์ให้ศิลปินตีความว่าเป็นภาวะการตรวจสอบควบคุมที่เกิดขึ้นในเวียดนาม ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะยังไม่ไปถึงจุดนั้น การเข้ามาเยี่ยมเยียนของบุคคลไม่ได้รับเชิญก็เป็นการมาโดยไม่ได้ร้องขอ
ศิลปินทั้ง 12 คน เป็นทั้งคนทำงานศิลปะจากหลายแขนง ทั้งภาพถ่าย การแสดงสื่อผสม ละคร คนทำหนัง นักเขียน
"การที่เป็นแบบฟอร์ม คือการบอกว่าหากเหตุการณ์เซ็นเซอร์แย่ลง แกลเลอรีอาจจะไม่มีงานศิลปะเหลืออยู่" อารีแอน กล่าว
"คำร้อง" จาก "เจ้าสาวหมาป่า"
"เอาเข้าจริงน่าจะเป็นทุกอย่างที่ต้องขออนุญาต แต่ต่อให้เราไม่ขอ เขาก็เดินมาให้เราขอเอง"
ในแบบฟอร์มคำร้องขออนุญาตเผยแพร่งานศิลปะของ ภรณ์ทิพย์ มั่นคง หนึ่งในสองนักศึกษาที่ถูกตัดสินจำคุกในข้อหาหมิ่นเบื้องสูงตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 จากการสร้างและแสดงละครเวที "เจ้าสาวหมาป่า" เมื่อปี 2556 ระบุคำนำหน้าชื่อว่า น.ญ. อันหมายถึงนักโทษหญิง ที่ท้ายนามสกุลตามด้วยเลขประจำตัวผู้ต้องขัง
ภรณ์ทิพย์ กล่าวว่า เธอเลือกใช้สถานะนักโทษการเมืองในการขออนุญาตเพราะต่อให้พ้นโทษออกมาแล้ว แต่ "ป้าย" นักโทษการเมืองยังคงติดอยู่น่าจะทำให้เธอยิ่งต้องขออนุญาตมากกว่าคนอื่น
"ตอนอยู่ในคุกทุกอย่างต้องขออนุญาตหมดเลย มันก็ไม่ค่อยต่างกันเท่าไหร่ อันนี้คงคล้าย ๆ การเขียนคำร้องขออนุญาตในคุก"
ใบขออนุญาตแสดงเดี่ยวที่ชื่อว่า "จักรวาลอันอวบอูม" ภรณ์ทิพย์ บอกว่า เป็นการแสดงที่ต้องการขอบคุณสิ่งที่เกิดขึ้นในเรือนจำและเพื่อนนักโทษ ที่เธอกล่าวว่าพวกเธอยินยอมให้ใช้ "ช่องว่างในชีวิต ร่างกาย เก็บงาน ตัวอักษร ลายเส้น" ออกมายังโลกภายนอกกรงขัง
"ทุกคนจะคิดว่าเวลาติดคุก ชีวิตมันต้องมืด มันดับหมดแล้ว แต่ความจริงยิ่งมืดแสงมันยิ่งชัด"
สิ่งที่แนบมากับแฟ้มใบขออนุญาต ภรณ์ทิพย์นำชุดเสื้อกระโปรงมัดย้อมสีชมพูสดใสที่เธอทำขึ้น ใส่มาในถุงพลาสติกเปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมได้คลี่ออกมาดู หากกางออกจะพบกับเชือกที่เป็นดั่งสร้อยคอ มัดวัตถุทรงกระบอกขนาดเท่านิ้วที่ตัดจากถุงมือยาง ภายในบรรจุกระดาษที่ขยุ้มจนเต็ม
ภรณ์ทิพย์และคนในเรือนจำเรียกสิ่งนี้ว่า โบก เป็นวิธีที่ใช้เป็นตัวนำสารระหว่างกัน แต่สำหรับภรทิพย์ เธอใช้มันเก็บบันทึกความคิดบางอย่าง
"ความอยากมันมีตลอดเวลา ทุกคืนที่อยู่ข้างใน (คุก) ในหัวมีแต่เรื่อง เขียนเรื่อง เขียนบทเยอะมาก... แต่ยังเล่นไม่ได้ มันยังหนักเกินไปที่จะสื่อสารหรือถ่ายทอดมันแค่คนเดียว"
แม้จะพ้นโทษมาแล้วกว่าหนึ่งปี ทว่าสิ่งที่ย้อนแย้งของการตีความงานทดลอง "ขออนุญาต" ในครั้งนี้ เธอกลับยังไม่อนุญาตให้ตัวเองใส่ชุดมัดย้อมแสดงละคร หากยังรอวันที่เพื่อนที่ยังถูกจองจำได้รับอิสรภาพ และออกมาโลดแล่นบนเวทีในละครอีกครั้ง
"เวลาเราอยู่บนฟลอร์ มันง่ายมากที่คนที่อยู่ข้างหลังหรือรอบ ๆ จะใช้มันไปในทางไหน เพราะฉะนั้นหากใครคนหนึ่งรู้สึกว่าเป็นภัย ทำให้ไม่มั่นคง เขาก็ใช้อำนาจที่อยู่ในการจัดการ นั่นแปลว่าศิลปะมันมีพลังบางอย่าง... แต่ก็อยากให้ทุกคนระวัง เพราะพลังของเราอาจไปกระทบใครเข้า"
ความกลัวและความคลุมเครือ
"ศิลปินก็ไม่ต่างจากประชาชนทั่วไปที่อยู่ในภาวะความกลัว" คือคำอธิบายของ ธาดา เฮงทรัพย์กูล ต่อแฟ้มที่ว่างเปล่าไม่มีแม้กระทั่งแผ่นกระดาษของฟอร์มอนุญาต
"ผมเลือกที่จะไม่ส่ง การส่งคือการยอมรับ" ธาดา กล่าวถึงการปฏิเสธการใช้อำนาจ
กลางปีที่แล้ว ธาดา จัดแสดงงานศิลปะสื่อภาพนักโทษการเมือง นักเคลื่อนไหวที่ถูกจับกุม และผู้เสียชีวิตจากการชุมนุม โดยใช้ภาพจากอินเทอร์เน็ตเคลือบสีดำทำปฏิกิริยาจากร่างกายมนุษย์
ผลงานชุดนี้ ถูกทหารมาขอดู ภายหลังสั่งปลดภาพศิลปะทางการเมือง 7 ชิ้น ที่แกลเลอรีข้าง ๆ วันนั้น เขาตัดสินใจถอดงานชุดนั้นออก
"ตอนแรกที่แสดงก็ไม่ได้คิดว่าจะเกิดเรื่อง แต่พอเกิดปัญหา ความกลัวก็สร้างโดยธรรมชาติอยู่แล้ว ความกลัวทำให้ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ครั้งนั้นเป็นการเซ็นเซอร์ร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งผมรู้สึกว่าไม่ควรโดนเพราะเขาไม่ได้เรียนศิลปะมา ไม่เข้าใจว่าศิลปะคืออะไร" ธาดา กล่าวกับบีบีซีไทย
ในห้วงหนึ่ง เขานึกถึงชะตากรรมของผู้คนที่ถูกอุ้มหาย
สำหรับการตีความของ ปิยรัศมิ์ ปิยะพงศ์วิวัฒน์ ศิลปินร่วมสมัยสื่อผสมจากเชียงใหม่ การเขียนขออนุญาตเผยแพร่งานศิลปะ ถูกสื่อสารด้วยวิธีทีหลบเร้นสารทางการเมืองเอาไว้
"ถ้าต้องเขียนขอจริง ๆ จะเขียนยังไงให้งานผ่าน เขียนให้คลุมเครือ กำกวม หรือบางทีก็ใช้ศัพท์ทางศิลปะมาเขียนให้มันรู้สึกว่า ไม่ได้ท้าทายอำนาจ ไม่ได้มีนัยยะในเชิงสังคมการเมืองอะไร"
ผลงานที่ใช้ชื่อว่า 43,824 hours ของปิยรัศมิ์ ประกอบด้วย งานจัดวางเสียงที่บันทึกบรรยากาศช่วงขวบปีหลังรัฐประหาร 2557 ผู้ชมอาจได้ยินคำผรุสวาทที่ซ้อนทับไปมาสะท้อนภาวะความอึดอัด งานศิลปะข้อความ และงานจัดวางเชิงนามธรรม
รัฐเปราะบาง
ภาพอนุสาวรีย์พฤษภาทมิฬที่ถูกทิ้งร้างข้างถนนราชดำเนิน เป็นหนึ่งในภาพผลงานภาพถ่ายเรียงความ (Photo essay) ชื่อ อนุสาวรีย์ชั่วคราว (กำลังก่อสร้าง) ของจุฬญาณนนท์ ศิริผล ผู้กำกับภาพยนตร์สั้น ที่กรอกลงในแบบฟอร์มขออนุญาต
เขาตั้งคำถามกับความทรงจำที่ถูกคัดเลือกโดยรัฐที่เป็นผู้กำหนดสิ่งที่ประชาชนต้องจดจำระลึกถึง แต่ทว่าอนุสาวรีย์ที่ถูกทิ้งก็ทำให้เกิดคำถามที่ตามมาว่า อนุสาวรีย์ที่ถูกสร้างขึ้นด้วยความเชื่อชนิดหนึ่งจะถูกทำลายด้วยอะไรได้บ้าง สะท้อนการเลือกจำหรือลบทิ้งประวัติศาสตร์บางส่วน อย่างเหตุการณ์ปฏิวัติสยาม 2475 เหตุการณ์ล้อมปราบนักศึกษา 6 ตุลาคม 2519 หรือการสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงปี 2553
จุฬญาณนนท์ เป็นหนึ่งในผู้กำกับภาพยนตร์สั้นสี่คนของภาพยนตร์เรื่องยาว 10 Years Thailand ซึ่งได้รับเลือกให้ฉายในเทศกาลภาพยนตร์คานส์ ครั้งที่ 71 ในเดือน พ.ค.นี้ ในหมวด special screening ส่วนหนึ่งของงานที่เกี่ยวกับการลบ-เลือกความทรงจำ เชื่อมโยงกับภาพยนตร์สั้นที่เนื้อหาเล่าถึงองค์กรของรัฐที่พยายามควบคุมสอดส่องประชาชน
"แต่สิ่งที่หน่วยงานรัฐทำ รัฐเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เลยตั้งคำถามกับอำนาจว่าจริง ๆ แล้วการที่บอกว่าเป็นความดีหรือความสวยงาม มันมีความรุนแรงที่ซ่อนอยู่ภายใต้ผิวและเปลือกนั้นหรือเปล่า"
สำหรับสถานการณ์การเซ็นเซอร์ในวงการศิลปะ จุฬญาณนนท์ เห็นว่า ความกลัวยังมีผลต่ออิสระในการพูด จึงยังมีการสอดส่องเซ็นเซอร์ แต่นั่นก็สะท้อนความอ่อนไหวของผู้ควบคุม
"รัฐเองก็มีความเปราะบางอยู่ ทำให้คนรู้สึกว่าไม่ควรพูดเรื่องบางเรื่อง ผู้คนถูกทำให้ไม่สนใจประเด็นที่สุ่มเสี่ยง ให้เลือกที่จะเงียบ แต่ในฐานะศิลปินก็ต้องท้าทายกับกรอบ สร้างความเป็นไปได้ใหม่ ๆ"