You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
ฟังชาวบ้านมาบตาพุดและภาคอุตสาหกรรม หลัง ม.44 ล้มผังเมืองสามจังหวัดเพื่ออีอีซี
นักเคลื่อนไหวเพื่อชุมชนชาวบ้านมาบตาพุดมองว่า การใช้อำนาจ ม.44 ของ หัวหน้า คสช. ยกเลิกกฎหมายผังเมืองสามจังหวัดภาคตะวันออก คือการซ้ำเติมชาวบ้านรอบเขตอุตสาหกรรมมที่เคยเผชิญภาวะมลพิษ ในขณะที่ รัฐบาลและภาคธุรกิจอธิบายว่านี่คือส่วนหนึ่งของมาตรการดึงดูดนักลงทุนเข้ามาเพื่อสร้างการเติบโตทางศรษฐกิจของประเทศรอบใหม่
เมื่อวันที่ 25 ต.ค. ที่ผ่านมา พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตัดสินใจใช้อำนาจเบ็ดเสร็จที่มีอยู่ อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 ออกคําสั่ง ยกเลิกการบังคับใช้ผังเมืองของจังหวัดระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา และให้หน่วยงานของรัฐจัดทำแผนผังการพัฒนาโครงสร้าง พื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคขึ้นใหม่ ซึ่งทำให้เกิดเสียงวิจารณ์จากชาวบ้านและนักวิชาการถึงผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่อาจจะตามมา
ความขัดแย้งระหว่างชาวบ้านกับอุตสาหกรรม
"พอรู้เรื่องม. 44 ผมช็อคเลย" เฉลิมพร กล่อมแก้ว แกนนำเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออกซึ่งต่อสู้เรื่องการควบคุมภาวะมลพิษจากอุตสาหกรรมมาตลอด กล่าวกับบีบีซีไทย "มันเหมือนการลักหลับชาวบ้าน แล้วชาวบ้านจะเหลืออะไรไปสู้กับเขา ความหวังของเราก็คือผังเมืองที่เพิ่งประกาศใช้ไปเมื่อต้นปีเพื่อลดผลกระทบมลพิษอุตสาหกรรม"
การต่อสู้ของเฉลิมพรเริ่มขึ้นเมื่อกว่า 20 ปีที่แล้ว เริ่มที่การเรียกร้องเอาที่สาธารณะของชุมชนคืนมาจากกลุ่มอุตสาหกรรม จากนั้นก็ขยายมาเป็นการต่อสู้เพื่อให้มีระบบควบคุมการพัฒนาอุตสาหกรรมในเขตมาบตาพุดและพื้นที่ใกล้เคียง เพราะชาวบ้านในพื้นที่ได้รับผลกระทบจากภาวะมลพิษที่รั่วไหลหรือปล่อยมาจากโรงงานอุตสาหกรรมเป็นอย่างมากทั้งทางอากาศ และน้ำกินน้ำใช้
สถิติของกระทรวงสาธารณสุข ในช่วงปี พศ. 2550 พบว่าประชาชนในเขตมาบตาพุดและใกล้เคียงได้รับผลกระทบจากมลพิษอุตสาหกรรมอย่างรุนแรง โดยมีอัตราป่วยโรคระบบทางเดินหายใจเพิ่มสูงกว่าระดับประเทศ และมีแนวโน้มสูงขึ้น อัตราป่วยโรคเนื้องอกและมะเร็ง เด็กพิการ และโครโมโซมผิดปกติแต่กำเนิดเพิ่มขึ้นมากกว่า 3 เท่าในรอบ 8 ปี และกลายเป็นปัญหาเร่งด่วน ที่กระทรวงสาธารณสุข ต้องเร่งแก้ไขปัญหา โดยตั้งคณะทำงานศึกษาวิจัยหาสาเหตุการป่วยโดยเร็ว ถึงกับวางแผนย้ายรพ.มาบตาพุดออกนอกพื้นที่ เพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วย
"ตอนนี้ก็เลิกเก็บข้อมูล เลิกศึกษากันไปแล้ว แต่ผมแน่ใจว่าผลกระทบยังคงมีอยู่เพราะไม่มีอะไรที่ได้รับการแก้ไขเลย" เฉลิมพรกล่าว
เฉลิมพรกล่าวอีกว่าการประกาศใช้ผังเมืองเมื่อเดือนมีนาคม 2560 มาจากการต่อสู้มากว่า 2 ทศวรรษ ซึ่งสร้างความอุ่นใจ ให้แก่ภาคประชาสังคม ของระยอง เพราะผังเมืองใหม่เน้นเรื่องเพิ่มพื้นที่อนุรักษ์ธรรมชาติ ลดพื้นที่อุตสาหกรรม และจัดสรรพื้นที่กันชน ไปมากกว่าที่เคยมีมาแต่เดิม ซึ่งเฉลิมพรบอกว่าเป็นความหวังที่จะทำให้เกิดการพัฒนาสมดุลระหว่างระบบนิเวศน์กับอุตสาหกรรมขึ้น
อย่างไรก็ตามกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมีกลับได้รับผลกระทบจากผังเมืองใหม่เป็นอย่างมาก
นายเอกรัตน์ ทองธวัช ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมี สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่าได้เสนอขอให้ทางรัฐบาลเร่งดำเนินการแก้ไขปรับปรุงผังเมืองเทศบาลมาบตาพุด "ให้มีความชัดเจนโดยเร็ว" โดยให้เหตุผลว่านักลงทุนทั้งรายเก่าและรายใหม่ไม่สามารถตัดสินใจเดินหน้าลงทุนต่อไปได้ ซึ่งหากไม่มีการขยายพื้นที่สีม่วง(เขตอุตสาหกรรม) หรือปรับผังเมืองใหม่ ก็จะทำให้การลงทุนจะต้องสะดุดลง
เหตุการณ์สิ่งแวดล้อมสำคัญของมาบตาพุด
- 2532 ก่อตั้งนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด
- 2534 เกิดปัญหาเรื่องกลิ่นรบกวนจากโรงงานปิโตรเคมีและโรงกลั่น สืบเนื่องจากพื้นที่ตั้งของโรงงานอยู่ใกล้กับชุมชน ขาดพื้นที่กันชน
- 2548 เกิดภาวะขาดแคลนน้ำในพื้นที่ ส่งผลให้เกิดความระแวงในการแย่งน้ำใช้ระหว่างชุมชนกับภาคอุตสาหกรรม
- 2550 จากผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ ทำให้องค์กรเอกชนเคลื่อนไหวรณรงค์ให้พื้นที่มาบตาพุดเป็นเขตควบคุมมลพิษ
- 2552 ศาลปกครองให้ระงับชั่วคราวการดำเนินงาน 76 โครงการ ในเขตอุตสาหรรมมาบตาพุดตามคำร้องของนักเคลื่อนไหวเพื่อสิ่งแวดล้อม
- 2560 เดือนมีนาคม ประกาศใช้ผังเมืองฉบับใหม่ของระยองและชลบุรี
- 2560 คสช. ออกคำสั่ง ม.44 เรื่อง ข้อกำหนดการใช้ประโยชน์ในที่ดินในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ล้มผังเมืองที่เพิ่งประกาศ
ล้างไพ่ใหม่ด้วยม.44
คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 47/2560 ที่ประกาศออกมาเมื่อ 25 ต.ค. เรื่อง มิให้นำกฎหมายว่าด้วยการผังเมืองมาใช้บังคับ และให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องจัดทำแผนผังการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคในพื้นที่ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เพื่อข้อกำหนดการใช้ประโยชน์ในที่ดินในพื้นที่แถบนี้เสียใหม่ก็เท่ากับ "เป็นการล้างไพ่ใหม่หมด" ตามคำกล่าวของดร.สมนึก จงมีวศิน นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพภาคตะวันออก
ดร.สมนึกตั้งข้อสังเกตว่า คำสั่งดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสม นั่นคือ ในช่วงพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ เพียงเพื่อต้องการผลักดันให้โครงการในพื้นที่อีอีซีผ่านโดยเร็ว โดยไม่ได้คำนึงถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนและไม่ได้คำนึงถึงกฎหมายที่มีบังคับใช้อยู่
"ทำไม คสช. ไม่ออกมาบอกว่าให้ใช้ผังเมืองเดิมไปก่อน เขาสั่งยกเลิกไปเพื่อให้กิจการต่างๆ สามารถมายื่นขอในช่วงที่ยกเลิกไปได้.....คุณหักหลักการของการมีส่วนร่วมประชาชนทิ้งไปเลย" เขากล่าว
ดร.สมนึกกล่าวว่ามีโอกาสสูงที่ คณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (คชก.) จะพิจารณาอนุมัติโครงการต่างๆ เพราะไม่มีผังเมืองรวมควบคุมแล้ว เช่น โครงการถมทะเลมาบตาพุดเฟส 3 มีการทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมเสร็จแล้ว แต่ คชก. ยังไม่อนุมัติเนื่องจากอาจติดเรื่องผังเมือง
"มันมีโครงการอื่น ๆ อีกเยอะที่อาจทับที่ป่า หรือที่ ๆ เขาบอกเราไม่ได้ เช่น ป่าอนุรักษ์ หรือที่อนุรักษ์สำหรับการเกษตร เพราะถ้าบอกไว้ก่อน เดี๋ยวประชาชนประท้วง และราคาที่ดินจะขึ้น แต่ในช่วงสูญญากาศเขาจะจิ้มเป้าว่าจุดไหนบ้างเป็นอะไรบ้าง" ดร.สมนึกกล่าว
นักธุรกิจขานรับกับการล้มผังเมือง
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ตั้งแต่รัฐบาลมีนโยบายเปิดเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) นักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจเป็นอย่างมาก แต่เมื่อมาศึกษาแล้วบางคนมีคำถามเกี่ยวกับเรื่องผังเมืองและรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) เช่น ผังเมืองเดิมที่กำหนดไว้ ทำให้บางส่วนที่ต่อขยายทับพื้นที่ที่ไม่สามารถขยายได้ ทำให้นักลงทุนไม่มั่นใจว่าเมื่อมาลงทุนแล้วจะติดปัญหาเหล่านี้
"การที่ คสช. ใช้มาตรการตรงนี้ปลดล็อค จะสร้างความมั่นใจนักลงทุนไทยและต่างประเทศ" นายเกรียงไกรกล่าวกับบีบีซีไทย
ทั้งนี้ อีอีซีเป็นนโยบายของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ในการสร้างศูนย์กลางการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษใน จ.ฉะเชิงเทรา ระยอง และชลบุรี โดยรองรับ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายที่ใช้เทคโนโลยีระดับสูง
นายเกรียงไกรกล่าวว่า มีนักลงทุนจำนวนมากจากหลายประเทศติดต่อผ่านสภาอุตสาหกรรมฯ ให้ช่วยจับคู่ทางธุรกิจ ซึ่งถือว่าเป็นโอกาสสำหรับธุรกิจไทยด้วย เนื่องจากใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ ที่ไทยยังไม่มีเทคโนโลยี
อีอีซี: พรบ.อีอีซีกำลังจะตามมา
ดร.คณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) กล่าวกับบีบีซีไทยว่าผังเมืองอย่างเดียวไม่ได้ดึงดูดนักลงทุนจากต่างประเทศเท่าไรนัก สิ่งที่นักลงทุนรายใหญ่ต้องการเห็นก็คือพระราชบัญญัติการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก เพราะเป็นสิ่งที่รับประกันได้ว่าแม้จะเปลี่ยนรัฐบาลในอนาคตแต่อีอีซียังคงอยู่ต่อไป
"คิดว่าภายในเดือนธันวาคมนี้จะออกมาเป็นกฎหมายได้" ดร.คณิศกล่าว และเสริมว่ารัฐบาลคาดว่าการลงทุนน่าจะเริ่มเข้ามาในปลายปี 2560 หรือต้นปีหน้า "น่าจะสามารถดึงดูดเงินลงทุนเข้ามาได้ถึงห้าแสนล้านบาทในช่วงห้าปีข้างหน้า"
ส่วนเรื่องสิ่งแวดล้อม ดร.คณิศชี้แจงว่าอุตสาหกรรมในอีอีซีจะไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเหมือนอุตสาหกรรมที่ผ่านมา เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมไฮเทค เช่น การซ่อมแซมอากาศยาน อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ เกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ ฯลฯ
"เราเชื่อว่าอีอีซีไม่ได้ทำให้สิ่งแวดล้อมเลวลงแน่นอน ที่สำคัญเศรษฐกิจของประเทศจะเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน"
อย่างไรก็ตามเฉลิมพรไม่ได้เห็นด้วยกับแนวคิดนี้เลย เนื่องจากประสบการณ์ที่ผ่านมาทำให้เขาไม่วางใจ เขาบอกว่าชาวบ้านมาบตาพุดก็ต้องสู้ต่อไปกับภาวะมลพิษกันต่อ
"ไม่รู้ต้องติดคุกกันก่อนหรือเปล่านะ แต่เราต้องหาทางคัดค้านคำสั่งให้ได้"