ในหลวง ร.9 : พระราชกรณียกิจทางการทูตในบริบทการเมืองโลก

ประธานาธิบดี ดไวต์ ดี. ไอเซนฮาวร์ แห่งสหรัฐฯ ถวายการต้อนรับในหลวง ร.9 และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ระหว่างเสด็จเยือนสหรัฐฯ ปี 2503

ที่มาของภาพ, WICHITR JAYAVANN

คำบรรยายภาพ, ประธานาธิบดี ดไวต์ ดี. ไอเซนฮาวร์ แห่งสหรัฐฯ ถวายการต้อนรับในหลวง ร.9 และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ระหว่างเสด็จเยือนสหรัฐฯ ปี 2503

ย้อนรอยประวัติศาสตร์ ศึกษาพระราชกรณียกิจทางการทูตในบริบทการเมืองโลก ที่พาประเทศไทยรอดภัยคอมมิวนิสต์และเติบโตไปไกลกว่าเพื่อนบ้าน

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดใน พ.ศ. 2488 การเมืองโลกเข้าสู่บริบทใหม่ที่มีสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตเป็น "อภิมหาอำนาจ"

ไม่ถึง 1 ปี หลังสงครามสิ้นสุด รัฐบาลไทยโดยความเห็นชอบของรัฐสภากราบบังคมทูลอัญเชิญพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ขึ้นเสวยราชสมบัติในปี พ.ศ. 2489 ขณะมีพระชนมพรรษา 18 พรรษา

ในภาวะที่บริบทโลกสัมพันธ์กับชะตากรรมของหลายประเทศ นักวิชาการ-นักการทูตชี้ว่าด้วยพระราโชบายและพระปรีชาสามารถของในหลวงรัชกาลที่ 9 ทำให้ไทยผ่านมรสุม "สงครามเย็น" มาได้ และผลักดันให้สถาบันพระมหากษัตริย์ กลายเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทยทั้งชาติมาถึงปัจจุบัน

จากสงครามโลก สู่ "สงครามเย็น"

"ประเทศในเอเชียที่เพิ่งพ้นจากการเป็นเมืองขึ้นของชาติตะวันตกต่างพะวักพะวน และตกลงกันไม่ได้ว่าจะใช้ระบอบการปกครองแบบไหน หลังจักรวรรดินิยมแพ้สงครามโลก และฝ่ายคอมมิวนิสต์ก็เผยแพร่อุดมการณ์เข้ามา ทำให้เกิดสงครามครั้งใหม่ ที่สำคัญคือสงครามเวียดนาม" ไกรฤกษ์ นานา นักวิชาการอิสระ ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ยุโรป ฉายภาพหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

ไกรฤกษ์ นานา

ที่มาของภาพ, BBC Thai

คำบรรยายภาพ, ไกรฤกษ์ นานา ชี้ว่า การเสด็จฯ ไปเยือนสหรัฐฯ ของในหลวง ร.9 ถือเป็นใบเบิกทางที่ช่วยเปิดประตูไปสู่ยุโรป ในยุคหลังสงคราม

เขาอธิบายเรื่องนี้ไว้ในงานเสวนาหัวข้อ "เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม: เบื้องหลังพระราชกรณียกิจรัชกาลที่ 9 ในนานาประเทศ" จัดขึ้นเมื่อเดือน ก.ย. 2560

เมื่อผู้ชนะสงครามพยายาม "จัดระเบียบโลกใหม่" พร้อมกับรุกคืบ-กินแดนของหลายประเทศในยุคแห่งการแสวงหาเอกราชจากประเทศเจ้าอาณานิคม จึงปะทะกับขบวนการท้องถิ่นปลดแอกที่รับอุดมการณ์คอมมิวนิสต์มาใช้เป็นเครื่องมือในการต่อสู้

ในหลวงรัชกาลที่ 9 และ ปธน.โง ดิ่งห์ เสี่ยม ขณะเสด็จเยือนกรุงไซ่ง่อน ของเวียดนามใต้

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ในหลวงรัชกาลที่ 9 และ ปธน.โง ดิ่งห์ เสี่ยม ขณะเสด็จเยือนกรุงไซ่ง่อน ของเวียดนามใต้

เวียดนามคือ "สมรภูมิชี้ขาด" หลังฝรั่งเศสพ่ายแพ้ฝ่ายคอมมิวนิสต์จนต้องถอนทัพออกจากเวียดนามเหนือ นำไปสู่การเผชิญหน้ากันระหว่างเวียดนามเหนือกับเวียดนามใต้ซึ่งสหรัฐฯ ให้การสนับสนุนอยู่ข้างหลัง

โลกเคลื่อนเข้าสู่ยุค "สงครามเย็น" เมื่อกลุ่มประเทศในโลกเสรีและกลุ่มประเทศคอมมิวนิสต์พยายามแผ่ขยายอิทธิพล-อำนาจ-อุดมการณ์ด้วยสารพัดรูปแบบ ยกเว้นการใช้อาวุธ

นี่คือเหตุผลที่ทำให้ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการครั้งแรกในปี 2502 โดยเริ่มจากเวียดนามใต้ ก่อนเสด็จฯ ไปเยือนอินโดนีเซีย และพม่า (ชื่อขณะนั้น) เพื่อเจริญพระราชไมตรีกับมิตรประเทศ และนำความปรารถนาดีของชาวไทยไปมอบให้กับประชาชนในประเทศเหล่านั้น

สกัดคอมมิวนิสต์

"พระองค์ท่านไม่ได้ไปเจริญพระราชไมตรีอย่างเดียว แต่ไปดูสถานการณ์รอบบ้านด้วย" ไกรฤกษ์บอก

ปฏิบัติการของทหารสหรัฐฯ ในเวียดนามใต้ เมื่อปี 2509

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images

คำบรรยายภาพ, ปฏิบัติการของทหารสหรัฐฯ ในเวียดนามใต้ เมื่อปี 2509

ก่อนขยายความว่า ในช่วงนั้น คอมมิวนิสต์รุกคืบเข้าประชิดชายแดนแม่น้ำโขง รัฐบาลไทยเกรงว่าคอมมิวนิสต์จะเป็นภัยต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เนื่องจากมีตัวอย่างให้เห็นในประเทศรัสเซีย ลาว เวียดนาม และกัมพูชา

"สถานการณ์ในลาว ทำให้ไทยต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อสกัดกั้นการเข้ามาของคอมมิวนิสต์ รัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จึงกราบบังคมทูลฯ เชิญในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จประพาสต่างประเทศ โดยรัฐบาลเป็นผู้ดำเนินการทางการทูต ส่งจดหมายไปยังนานาประเทศเพื่อขอคำตอบรับก่อน"

ถ้าย้อนกลับไปเมื่อปี 2497 ไทยเป็น 1 ใน 8 ประเทศสมาชิกองค์การสนธิสัญญาป้องกันภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือซีโต้ (Southeast Asia Treaty Organization - SEATO) ภายใต้สนธิสัญญามะนิลา เพื่อผนึกกำลังต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ โดยให้ใช้ กรุงเทพฯ เป็นที่ตั้งสำนักเลขาธิการ และอนุญาตให้สหรัฐฯ เข้ามาตั้งฐานทัพทหาร ในช่วงสงครามเวียดนามด้วย

พระราชกรณียกิจเพื่อเอกราช

แม้บริบทไทยต่างจากชาติอื่น ไม่ต้องต่อสู้เพื่อเอกราชจากเจ้าอาณานิคม แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าสงครามโลกครั้งที่ 2 กระทบเสถียรภาพทางการเมืองของไทยอย่างยิ่งยวด ระหว่างกลุ่มการเมืองที่ยืนเคียงฝ่ายสัมพันธมิตร นำโดยปรีดี พนมยงค์ กับกลุ่มที่สนับสนุนฝ่ายอักษะ นำโดยจอมพล ป. พิบูลสงคราม

ทว่าความขัดแย้งของฝ่ายปรีดี-จอมพล ป. ถูกสกัด ด้วยการยึดอำนาจของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เมื่อวันที่ 16 ก.ย. 2500 นำไปสู่การกวาดล้างผู้สนับสนุนของทั้ง 2 ฝ่าย และการกระชับสัมพันธ์กับสหรัฐฯ

ขณะเดียวกันภาพลักษณ์ไทยในสายตาโลกตะวันตกยังไม่สู้ดีนัก ซึ่งไกรฤกษ์ชี้ว่า "เป็นเพราะไม่มีใครอยากเปิดบ้านต้อนรับไทยในฐานะพันธมิตรของญี่ปุ่น" แต่ขณะเดียวกัน "สยามก็ไม่เคยประกาศสงครามกับสหรัฐฯ มาก่อน"

ในปี 2503 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จประพาสครั้งใหญ่ 14 ประเทศ เริ่มจากสหรัฐฯ และตามด้วยประเทศในแถบยุโรป

ภาพหนังสือพิมพ์เก่า การเสด็จฯ เยือนสหรัฐฯ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ณ โรงพยาบาลเมาท์ ออร์เบิร์น สถานที่พระราชสมภพของในหลวงรัชกาลที่ 9 เมืองเคมบริดจ์ รัฐแมสซาชูเซตส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อปี 2503

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images

คำบรรยายภาพ, ภาพหนังสือพิมพ์เก่า การเสด็จฯ เยือนสหรัฐฯ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ณ โรงพยาบาลเมาท์ ออร์เบิร์น สถานที่พระราชสมภพของในหลวงรัชกาลที่ 9 เมืองเคมบริดจ์ รัฐแมสซาชูเซตส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อปี 2503

เตช บุนนาค อดีต รมว.ต่างประเทศ และอดีตที่ปรึกษาสำนักราชเลขาธิการ ให้สัมภาษณ์มติชน เมื่อ ต.ค. 2559 ว่าการเสด็จฯ เยือนสหรัฐฯ ถือว่ามีความสำคัญมาก ในฐานะที่ไทยเป็นพันธมิตรทางสนธิสัญญาชาติแรกของสหรัฐฯ ในภูมิภาคนี้ และเป็นการฟื้นฟูความสัมพันธ์ที่ขาดหายไปถึง 29 ปี นับจากในหลวงรัชกาลที่ 7 เสด็จประพาสในปี 2474 ที่สำคัญเป็นการประกาศว่าไทยเป็นประเทศที่อยู่ในค่ายของโลกเสรีอย่างเต็มที่

"บริบทของการเสด็จฯเยือนสหรัฐฯ แสดงให้เห็นว่าไทยเป็นชาติพันธมิตรของสหรัฐฯ และโลกเสรี ท่ามกลางสถานการณ์ที่เรากำลังเผชิญกับสงครามเย็น" เตชกล่าว

ขณะที่ไกรฤกษ์อธิบายเพิ่มเติมว่า ในเวลานั้นสหรัฐฯ ถือ "พี่ใหญ่" เป็นอภิมหาอำนาจ มีความสำคัญสูงสุดในเชิงสัญลักษณ์ และกลายเป็น "ใบเบิกทาง" ไปสู่ยุโรป

เอกสารประวัติศาสตร์ที่ไกรฤกษ์ นานา นำมาแสดงให้ผู้ร่วมเสวนาได้ชม

ที่มาของภาพ, BBC Thai

คำบรรยายภาพ, เอกสารประวัติศาสตร์ถูกแปลเป็นภาษาไทย โดยไกรฤกษ์ นานา นำมาแสดงให้ผู้ร่วมเสวนาได้ชม

"หากดูแถลงการณ์ร่วมระหว่างในหลวงรัชกาลที่ 9 กับประธานาธิบดี ดไวต์ ดี. ไอเซนฮาวร์ แห่งสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 28 มิ.ย. 2503 ระบุตอนหนึ่งว่า "ล้นเกล้าทั้ง 2 พระองค์เสด็จฯ เยือนสหรัฐฯ ในครั้งนี้ ได้ปฏิบัติพระราชกรณียกิจเพื่อเสรีภาพ เอกราช และสันติภาพถาวรของโลกใบนี้"

เขาตีความแถลงการณ์ดังกล่าวได้ว่า "กรุงเทพฯ ในเวลาต่อจากนี้ จะเป็นบรัสเซลส์ของเอเชีย' (องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือนาโต้ ตั้งอยู่ในกรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม) ณ เวลานั้นเอเชียคือไทยแลนด์"

การตั้งซีโต้ในไทย นำมาซึ่งงบประมาณ อาวุธที่ทันสมัย ความรู้ใหม่ ๆ ท่ามกลางภาวะล่มสลายทางเศรษฐกิจของหลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศผู้แพ้สงคราม

ไกรฤกษ์จึงยกให้ปี 2503 เป็น "ปีแห่งความอยู่รอดของประเทศไทย"

"รัฐกันชน"

พระราชกรณียกิจที่สหรัฐฯ ผ่านพ้นไปด้วยดี พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จประพาสอังกฤษเป็นประเทศถัดไป โดยสมเด็จพระนางเจ้าเอลิซาเบธที่ 2 ประมุขของสหราชอาณาจักร และเจ้าชายฟิลิป ดยุคแห่งเอดินบะระ พระสวามี ให้การต้อนรับอย่างสมพระเกียรติ

ที่มา: ไกรฤกษ์ นานา ระบุในงานเสวนาหัวข้อ "เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม : เบื้องหลังพระราชกรณียกิจรัชกาลที่ 9 ในนานาประเทศ"

"เมื่อสหรัฐฯ กับอังกฤษต้อนรับประมุขของไทย ประเทศทั้งหลายในฝ่ายสัมพันธมิตรจึงยอมรับสถานะของไทยว่าไม่ใช่ผู้แพ้สงคราม" ไกรฤกษ์บอก

ด้วยเพราะเป็นพระราชนัดดา ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทำให้พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเจริญรอยตามพระอัยยิกา โดยทรงใช้ "เครือข่ายราชวงศ์"

ไกรฤกษ์ชี้ว่าร้อยละ 90 ทั้งสถานที่และบุคคลที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ไปพบ ล้วนสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับการเสด็จประพาสยุโรปของในหลวงรัชกาลที่ 5 พ.ศ. 2440 ซึ่งไม่ได้เป็นไปตามเหตุผลสวยหรูที่ว่าเพื่อการเจริญสัมพันธไมตรีอย่างที่พูด ๆ กัน แต่เป็นผลจากการที่ไทยถูกจัดตั้งเป็น "รัฐกันชน" ตามปฏิญญาอังกฤษ-ฝรั่งเศส พ.ศ. 2439 (Anglo-French Declaration 1896)

เสด็จประพาสสหราชอาณาจักร

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Image

คำบรรยายภาพ, พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินเยือนสหราชอาณาจักร ระหว่างวันที่ 19-23 ก.ค. 2503 ในการนี้ สมเด็จพระนางเจ้าอลิซเบธที่ 2 และเจ้าชายฟิลิป ดยุคแห่งเอดินบะระ พระสวามี ให้การต้อนรับ

"พระราโชบายของในหลวงรัชกาลที่ 5 ในการเสด็จประพาสยุโรป คือรัฐกันชนจากอาณานิคม มาถึงในหลวงรัชกาลที่ 9 คือรัฐกันชนระหว่างลัทธิคอมมิวนิสต์กับเสรีประชาธิปไตย" ไกรฤกษ์กล่าว

นี่คือสิ่งที่ไกรฤกษ์บอกว่าเป็น "เบื้องหลัง" ในการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 พร้อมด้วยสมเด็จพระราชินี เสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศต่าง ๆ ทั้งในทวีปเอเชีย ยุโรป และอเมริกา รวม 27 ประเทศ ในระหว่างปี 2502-2510

"นี่คือพระราชกรณียกิจทางการทูตที่สำคัญ และเป็นประโยชน์ยิ่งต่อประเทศไทย" เขากล่าวทิ้งท้าย

หมายเหตุ: รายงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายงานพิเศษชุด "ในหลวง ร.9" ซึ่งบีบีซีไทยนำเสนอต่อเนื่องตลอดเดือน ต.ค. 2560