ส่องผลกระทบด้านท่องเที่ยว จากกรณีสถานทูตจีนเตือนพลเมือง หลังคดี ตร.อุ้มคนจีนเรียกค่าไถ่

ที่มาของภาพ, EPA
- Author, วศินี พบูประภาพ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
- Published
- เวลาอ่าน: 9 นาที
เมื่อวันที่ 17 พ.ค. 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ได้นำกำลังเข้าปิดล้อมบ้านพักในใน อ.วังสมบูรณ์ จ.สระแก้ว เพื่อช่วยเหลือผู้เสียหายซึ่งเป็นชาวจีนจำนวน 5 ราย และจับกุมผู้ก่อเหตุ จับกุมเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวน 4 นาย ในฐานะผู้ก่อเหตุฐานกักขังหน่วงเหนี่ยวและข่มขืนใจเรียกรับทรัพย์จากกลุ่มผู้เสียหายชาวจีนทั้ง 5 ราย
ตามข้อมูลที่ล่ามของเจ้าหน้าที่ ตม.ได้ให้สัมภาษณ์สื่อท้องถิ่น กลุ่มผู้เสียหายชาวจีนระบุว่าถูกกลุ่มเจ้าหน้าที่เหล่านี้จับกุมตัวและใส่กุญแจมือในคืนก่อนหน้า เพื่อเรียกค่าไถ่ อย่างไรก็ดี กลุ่มผู้เสียหายได้ประสานขอความช่วยเหลือไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง จ.ปทุมธานี ทำให้มีการนำกำลัง เจ้าหน้าที่ ตม. จ.สระแก้วเข้าช่วยเหลือได้สำเร็จ
แม้พล.ต.ต.ถาวร ดุลยวิทย์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสระแก้ว (ผบก.ภ.จว.สระแก้ว) จะระบุกับสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 17 พ.ค. ที่ผ่านมาว่าได้ดำเนินการทางกฎหมายแก่ผู้ก่อเหตุแล้ว อย่างไรก็ดี เมื่อวันที่ 19 พ.ค. 2569 สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยได้เผยแพร่ข้อความผ่านเว็บไซต์ทางการเรียกร้องทางการไทยให้สอบสวนคดีอย่างเป็นธรรม โปร่งใส และนำตัวผู้กระทำผิดทั้งหมดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมโดยด่วน พร้อมเตือนพลเมืองจีนในไทยให้ระมัดระวังความปลอดภัยและปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด
ตอนหนึ่งของแถลงการณ์จากสถานทูตของจีนระบุว่า "ฝ่ายจีนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าฝ่ายไทยจะเสริมสร้างการกำกับดูแลด้านการบังคับใช้กฎหมาย... เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สิน ตลอดจนสิทธิและผลประโยชน์อันชอบด้วยกฎหมายของพลเมืองจีนในประเทศไทย"
อดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว หรือแอตต้า ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทยทางโทรศัพท์ระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดข้อกังวลต่อภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัยของไทย ซึ่งอาจส่งผลกระทบทางจิตวิทยาต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่กำลังฟื้นฟูจากก่อนหน้านี้จำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีนลดลง
ขณะเดียวกัน พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร อดีตนายตำรวจและอดีตคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎรยังให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทย โดยมองว่าเหตุการณ์นี้สะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างภายในระบบตำรวจที่จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นในระยะยาวของประเทศไทย
ที่มาของเหตุจับกุมเจ้าหน้าที่ตำรวจที่สระแก้ว
เมื่อวันที่ 16 พ.ค. ที่ผ่านมา เวลาประมาณ 19.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) จ.สระแก้ว ได้รับการประสานงานจาก ตม. จ.ปทุมธานี ว่ามีชาวจีน 5 คน ส่งข้อความขอความช่วยเหลือ โดยระบุว่าถูกกลุ่มชายฉกรรจ์อ้างตัวเป็นตำรวจจับกุมตัวไปขังไว้ในบ้านพักแห่งหนึ่งใน จ.สระแก้ว
จากเอกสารข่าวของ ตม. ที่ส่งให้ผู้สื่อข่าวระบุว่า พ.ต.อ.รุ่ง ทองมนต์ ผู้กำกับการ ตม. จ.สระแก้ว เป็นผู้นำกำลังเข้าปิดล้อมสถานที่ดังกล่าวใน อ.วังสมบูรณ์ และพบผู้ต้องหา ซึ่งประกอบด้วยตำรวจยศดาบตำรวจ 4 นาย ได้แก่ ด.ต.ปภาวิน, ด.ต.วุฒิกร, ด.ต.สมชาย, ด.ต.พิเชษฐ และพลเรือน 1 คน โดยเบื้องต้นผู้ต้องหาอ้างระหว่างการจับกุมว่ากำลังปฏิบัติหน้าที่สืบขยายผลในเชิงลับเพื่อจับกุมกลุ่มชาวจีนที่กำลังหลบหนีเข้าป่า
ขณะที่ข้อมูลจากการสอบสวนขยายผลหลังจากนั้นระบุว่า ผู้เสียหายชาวจีนถูกจับกุมตัวมาตั้งแต่เวลา 02.00 น. ของวันที่ 16 พ.ค. และถูกกลุ่มผู้ก่อเหตุเรียกเงิน 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 32 ล้านบาท) ก่อนจะมีการเจรจาลดลงมาเหลือคนละ 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 300,000 กว่าบาท โดยมีผู้เสียหาย 2 คนโอนเงินก้อนแรกไปแล้วคนละ 2,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งมีสลิปการโอนเงินเป็นหลักฐาน
ผู้ต้องหาทั้ง 5 คนให้การปฏิเสธ และซัดทอดว่ามีตำรวจยศร้อยตำรวจเอกเป็นหัวหน้าชุดปฏิบัติการ ซึ่งไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุเนื่องจากออกไปซื้อเครื่องดื่ม
พล.ต.ต.ถาวร ดุลยวิทย์ ผู้บังคับการตำรวจภูธร จ.สระแก้ว ระบุกับสื่อมวลชนในการสัมภาษณ์วันที่ 17 พ.ค. ว่าพนักงานสอบสวนยังไม่พบหลักฐานเชื่อมโยงถึงร้อยตำรวจเอกนายดังกล่าว
เบื้องต้นได้มีคำสั่งให้ดาบตำรวจทั้ง 4 นายออกจากราชการไว้ก่อน และให้ดำเนินคดีทางอาญาและวินัย ในข้อหาร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขัง เป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจโดยมิชอบ ข่มขืนใจเรียกรับทรัพย์ และปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต
ต่อมาในวันที่ 20 พ.ค. พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่าขณะนี้อยู่ระหว่างเร่งติดตามตัวตำรวจอีก 1 นายที่ถูกพาดพิงมาสอบสวน
เป็นความบกพร่องของ "ปัจเจกบุคคล" หรือไม่
แม้สถานเอกอัครราชทูตประชาชนจีนประจำประเทศไทยจะออกแถลงการณ์เพื่อเตือนพลเมืองชาวจีนในประเทศไทยโดยไม่ได้ระบุกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเป็นการเจาะจงก็ตาม อย่างไรก็ดี พ.ต.อ. ไกรเขต บุรีรักษ์ รองผู้บังคับการตำรวจภูธร จ.สระแก้ว ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทยว่า นักท่องเที่ยว นักธุรกิจ ตลอดจนชาวจีนที่กระทำถูกกฎหมายจะไม่ได้รับผลกระทบจากกรณีนี้
"ความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว ผมคิดว่ายัง 100% อยู่ เพราะ[สาเหตุการจับกุมในตอนแรก]มันเป็นเรื่องการกระทำผิดของบุคคลเข้าเมืองผิดกฎหมาย" พ.ต.อ.ไกลเขต กล่าวระหว่างให้สัมภาษณ์บีบีซีไทยทางโทรศัพท์
ข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกับแถลงของโฆษก ตร.ที่กล่าวในวันนี้ (20 พ.ค.) โดยเผยว่าจากการตรวจสอบพบชาวต่างชาติทั้ง 5 ราย เป็นบุคคลลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย และมีพฤติการณ์ลักลอบข้ามแดนบ่อยครั้ง
ขณะที่ข้อมูลของรองผู้บังคับการตำรวจภูธร จ.สระแก้วระบุว่า ปีนี้ตำรวจในพื้นที่ชายแดนสระแก้วจับกุมผู้ลักลอบเข้าเมืองที่เป็นชาวไทยได้ 1,747 คน และชาวจีนอีก 486 คน
พล.ต.ท.ไตรรงค์ ระบุว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังขยายผลตรวจสอบความเชื่อมโยงว่ากลุ่มผู้เสียหายทั้ง 5 รายเกี่ยวข้องกับขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติหรือเครือข่ายหลอกลวงทางออนไลน์หรือไม่ พร้อมยืนยันว่าทางการไทยจะไม่ยอมให้ประเทศเป็นฐานหรือทางผ่านของขบวนการอาชญากรรมเหล่านี้อย่างเด็ดขาด
อย่างไรก็ดี เขาย้ำในการแถลงข่าวว่าแม้ผู้ถูกควบคุมตัวอาจมีพฤติการณ์ผิดกฎหมาย แต่เจ้าหน้าที่รัฐไม่มีสิทธิใช้อำนาจนอกกฎหมายเช่นกัน และระบุว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการบ่อนทำลายกฎหมาย วินัย และจริยธรรมของความเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์อย่างสิ้นเชิง
พ.ต.อ.ไกรเขตอธิบายว่า ตามปกติเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ก่อเหตุมีหน้าที่ในการจับกุม แต่กลับไม่ยอมดำเนินการตามขั้นตอนปกติ ซึ่งจะต้องนำเข้าสู่ระบบการคัดกรอง NRM (National Referral Mechanism) เพื่อตรวจสอบว่าเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์หรือไม่
เขาอธิบายว่าในกรณีนี้ "[เจ้าหน้าที่]จับกุมผู้กระทำผิดมาแล้วแทนที่จะดำเนินคดีตามขั้นตอนที่เราที่ควรทำ กลับไปดำเนินการอีกแบบหนึ่งซึ่งเป็นการกระทำนอกรูปแบบ"
ในมุมมองของเขาแล้วแล้วเหตุการณฺ์ที่เกิดขึ้นเป็นความบกพร่องของ "ปัจเจกบุคคล" ที่เหล่าตำรวจคนอื่น ๆ ต่าง "แสดงความห่วงใย" ว่าจะกระทบกับภาพลักษณ์ตำรวจในภาพรวม โดยเฉพาะหลังจากที่เคยถูกกล่าวหาว่าเป็น "องค์กรอาชญากรรม"
"ปัญหาเชิงระบบและโครงสร้าง"
พ.ต.อ.วิรุตม์ อดีตที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ มองว่าเหตุเจ้าหน้าที่ตำรวจจับชาวต่างชาติเรียกค่าไถ่นั้นห่างไกลจากการเป็นปัญหาเชิงปัจเจก
เนื่องจากเกิดเหตุกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจถูกกล่าวหาว่าใช้อำนาจมิชอบนั้นเป็นประจำสม่ำเสมอในรอบ 10 ปีมานี้
"พลเมืองชาวจีนรวมถึงชาวแอฟริกันมักตกเป็นเป้าหมาย เนื่องจากรัฐบาลฝั่งตะวันตกมีกลไกการดูแลพลเมืองที่เข้มแข็งกว่า" เขากล่าวพร้อมระบุว่าการที่ชาวจีนถูกจับเรียกค่าไถ่มักมีเงื่อนไขจากการเข้าไปเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดกฎหมาย
บีบีซีไทยประมวลขอมูลที่ปรากฏตามสื่อมวลชน พบว่าตลอดระยะเวลา 3 ปี ที่ผ่านมาปรากฏคดีเจ้าหน้าที่รีดไถชาวจีนอย่างน้อย 3 คดี ได้แก่
- ธ.ค. 2565: เว็บไซต์หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์รายงานว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ (191) เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และเจ้าหน้าที่ทหารถูกกล่าวหาว่าเข้าตรวจค้นบ้านพักอดีตกงสุลใหญ่นาอูรู ค้นบ้านอดีตกงสุลนาอูรู พบชาวจีนถูกกล่าวหาว่าสวมรอยใช้ป้ายทะเบียนรถยนต์ทูตปลอม รวมถึงการปลอมแปลงตราประทับวีซ่าเข้าประเทศผิด 11 คน แต่กลับเรียกสินบน 10-20 ล้านบาทเพื่อปล่อยตัวให้หลบหนี และจัดฉากส่งตัวแม่บ้าน 1 คนพร้อมเงิน 2.5 ล้านบาทให้ตำรวจดำเนินคดีแทน ต่อมา 17 มี.ค. 2569 ศาลอาญาคดีทุจริตฯ พิพากษาจำคุกเจ้าหน้าที่ทั้งหมดตั้งแต่ 2 ปี ถึงสูงสุด 14 ปี 16 เดือน
- มี.ค. 2566: มีคดีที่เกี่ยวพันกับตำรวจ ตม. 5 นายและพลเรือน 1 คน ถูกกล่าวหาว่าร่วมกันอุ้มรีดเงิน 10 ล้านบาทจากนักธุรกิจชาวจีน แลกกับการไม่ดำเนินคดีเรื่องทำบัตรประชาชนไทยปลอม ต่อมาเมื่อ 12 ก.พ. 2567 ไทยพีบีเอสรายงานว่า ศาลมีคำสั่งพิพากษาจำคุกตำรวจคนละ 15 ปี และพลเรือน 10 ปี โดยมูลเหตุคดีนี้ สืบเนื่องจากเหตุเกิดเมื่อวันที่ 10 มี.ค. 2566 ตำรวจ ตม.ก่อเหตุร่วมกันอุ้ม น.ส.นามี แซ่ลี อายุ 38 ปี หญิงชาวไทยที่เป็นล่ามภาษาจีน พร้อมนายฉี เพื่อนชายชาวจีนอีก 1 คน จากบ้านพักย่านซอยประชาสงเคราะห์ 2 แขวงดินแดง เขตดินแดง ก่อนรีดทรัพย์เป็นเงินคริปโตเคอร์เรนซีไป
- ม.ค. 2568เว็บไซต์ไทยพีบีเอสรายงานถึงความคืบหน้าในการดำเนินคดีที่มีเจ้าหน้าที่รัฐและพลเรือนรวม 8 คน ถูกกล่าวหาว่า ก่อเหตุลักพาตัวจีน 7 คน ไปขังที่รีสอร์ตใน จ.อุบลราชธานี เพื่อเรียกค่าไถ่ 3 ล้านบาท แต่เหยื่อแอบส่งพิกัดให้เพื่อนแจ้งตำรวจบุกเข้าช่วยเหลือและจับกุมผู้ก่อเหตุได้ทั้งหมด โดย ผบ.ตร. สั่งดำเนินคดีอาญาและวินัยขั้นเด็ดขาด แก่ผู้เกี่ยวข้องทุกคน พร้อมพิจารณาให้ออกจากราชการ
พ.ต.อ.วิรุตม์มองว่า เหตุการณ์ลักษณะนี้ซึ่งเกิดขึ้นซ้ำ ๆ นั้นหมายความว่าตำรวจมีปัญหาเชิงระบบและโครงสร้างโดยขาดการตรวจสอบ
"ถึงจะไม่ได้รู้เห็นกับเคสการกระทำนี้โดยตรงแต่คุณเปิดโอกาสให้เขาทำหน้าที่เดินสาย คือในวงการตำรวจแต่ละคนเวลาทำงานไป ผู้บัญชาการหรือเพื่อนร่วมงานก็จะรู้ได้ว่าคนนี้มีพฤติกรรมอย่างนี้ รู้ตลอด แล้วคุณยังไปให้เขาทำหน้าที่นี้ได้ยังไง" อดีตนายตำรวจระบุ
เขายังระบุเพิ่มเติมว่าการควบคุมตัวและกักขังบุคคลโดยไม่มีอำนาจ หรือการจับกุมโดยไม่แจ้งนายอำเภอและอัยการให้ทราบตามขั้นตอนนั้น ถือว่าเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายฯ อย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม เขาระบุว่าจนถึงขณะนี้ยังไม่ปรากฏการดำเนินคดีกับกลุ่มเจ้าหน้าที่ในข้อหาดังกล่าวแต่อย่างใด
"คนที่จะแก้ปัญหาตำรวจมี 2 คนคือ ผบ.ตร. กับนายกฯ...เพราะว่าตั้งแต่นายกฯ รับตำแหน่งนายกฯ มา ก็นานพอสมควร... เรายังไม่เห็นนายกฯ พูดถึงปัญหาตำรวจเลยนะ" พ.ต.อ.วิรุตม์ ตั้งข้อสังเกต
อย่างไรก็ตาม ในระหว่างแถลงข่าววันนี้ (20 พ.ค.) โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า พ.ต.อ. กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้กำชับให้ดำเนินคดี "อย่างเด็ดขาดโดยไม่มีข้อยกเว้น"
มุมมองจากอุตสาหกรรมท่องเที่ยว
อดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยวเปิดเผยกับบีบีซีไทยว่าในช่วงปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยต้องเผชิญกับปัจจัยท้าทายหลายประการ โดยเหตุการณ์ซิงซิง หรือหวังชิง ดาราจีนที่ถูกลักพาตัวข้ามจากชายแดนไทยไปเมียนมาที่เกิดขึ้นช่วงต้นปี 2568 เป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่ทำให้นักท่องเที่ยวจีนลังเลในการมาเที่ยวไทย
หลังจากนั้นยังเกิดทั้งเหตุการณ์ภัยธรรมชาติ และความขัดแย้งจึงส่งผลให้ยอดนักท่องเที่ยวชาวจีนตกต่ำลงจนเหลือไม่ถึง 5 ล้านคน
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์เริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวในทิศทางบวกตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา โดยได้รับอานิสงส์จากการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระดับทวิภาคีและปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ที่หนุนให้ไทยกลายเป็นจุดหมายปลายทางอันดับต้น ๆ จนกระทั่งในช่วงต้นเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวชาวจีนเดินทางเข้ามาเฉลี่ยสูงถึงวันละ 20,000 คน

ที่มาของภาพ, EPA
ทว่าเหตุการณ์ล่าสุดกลับขัดจังหวะการเติบโตนี้ "พอสองวันนี้ที่มันเกิดการที่สถานทูตจีนออกมาเตือนเรื่องนี้ ผมคิดว่า ก็น่าที่จะมีผลกระทบในเรื่องของจิตวิทยาพอสมควร"
เขาระบุว่า การที่ผู้มีหน้าที่บังคับใช้กฎหมายกลายเป็นผู้กระทำผิดเสียเองนั้นทำให้เกิดความกังวลในหมู่นักท่องเที่ยวจีน "[เหตุการณ์]ทำให้เขารู้สึกว่ามันจะเกิดช่องโหว่สำหรับบุคคลไม่พึงประสงค์หรือเจ้าหน้าที่ที่อาจจะใช้อำนาจเกินขอบเขตทางกฎหมาย และทำให้มันมีปัญหาในเรื่องความน่าเชื่อถือระหว่างกัน"
อย่างไรก็ดี ในส่วนของความปลอดภัยโดยรวม อดิษฐ์ยังคงเชื่อมั่นว่าประเทศไทยยังคงปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยวจีนโดยรวม
ข้อเสนอต่อรัฐเพื่อสร้างความเชื่อมั่น
สำหรับแนวทางการกอบกู้ความเชื่อมั่นคืนมาในระยะสั้น อดิศรเสนอว่ารัฐบาลไทยควรเข้าไปพบกับทางสถานทูตจีนและดำเนินการอธิบาย โดยเขาเน้นย้ำถึงความสำคัญของการให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับคดีอย่างเปิดเผยและโปร่งใสเพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่ารัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจและมีมาตรการป้องกันในอนาคต
นอกจากนี้ อดิศรเสนอว่า ในช่วงครึ่งปีหลัง รัฐบาลและผู้ประกอบการต้องให้ความสำคัญกับตลาดนักท่องเที่ยวระยะใกล้ (Short-haul) ที่ใช้เวลาบินไม่เกิน 5-6 ชั่วโมง เช่น อินเดีย ไต้หวัน ฮ่องกง เกาหลี ญี่ปุ่น และในภูมิภาคอาเซียน เพื่อกระจายความเสี่ยงในกรณีที่ตลาดการท่องเที่ยวอาจได้รับผลกระทบจากคำเตือนดังกล่าว
ในขณะเดียวกัน พ.ต.อ.วิรุตม์ เชื่อว่าในระยะยาวแล้ว ทางการไทยต้องแก้ไขปัญหาเชิงระบบเพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นของตำรวจ
"สาเหตุที่เขาไม่มาส่วนหนึ่งก็คือความไม่ปลอดภัย จากปัญหาอาชญากรรมที่เกิดขึ้นกับเขา การถูกจับเรียกค่าไถ่นี่ก็เป็นเรื่องร้ายแรง แล้วการเรียกค่าไถ่ที่เลวร้ายก็เกิดจากตำรวจเสียอีก ก็คือผู้ที่เขาหวังว่าจะเป็นผู้คุ้มครองความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินให้เขา มันจะมีประเทศไหนในโลกที่ตำรวจกลายเป็นแก๊งโจรจับคนเรียกค่าไถ่ แล้วใครเขาจะอยากมาล่ะครับ" พ.ต.อ.วิรุตม์กล่าว
ข้อกังวลของอดีตนายตำรวจสอดคล้องกับคำแถลงจากสถานเอกอัครทูตจีนที่กล่าวว่าฝ่ายจีนมุ่งหวังให้ทางการไทย "เสริมสร้างการกำกับดูแลด้านการบังคับใช้กฎหมายและการรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศอย่างเข้มงวดยิ่งขึ้น เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของพลเมืองจีน ตลอดจนรักษาสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อความร่วมมือของทั้งสองประเทศ"































