You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
ยิ่งนานยิ่งถ่าง ช่องว่างทางรายได้ ปัญหาใหญ่ที่รอ คสช. แก้
การประกาศอันดับ 50 มหาเศรษฐีของไทยของนิตยสารฟอร์บส ในปี 2560 เมื่อต้นเดือนนี้ ตอกย้ำสภาพปัญหาใหญ่ของประเทศไทย คือ ช่องว่างรายได้ระหว่างคนรวยกับคนจน
มูลค่าทรัพย์สินโดยรวมของมหาเศรษฐีไทย 50 ครอบครัว เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 16% ขณะที่มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งยังคงเป็นตระกูลเจียรวนนท์ ตามมาด้วยนายเจริญ สิริวัฒนภักดี และตระกูลจิราธิวัฒน์ ซึ่งทั้งหมดต่างมีทรัพย์สินมากกว่า 5 แสนล้านบาท
เมื่อนำมูลค่าทรัพย์สินรวมของมหาเศรษฐี ทั้ง 50 คน ไปเทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (จีดีพี) ในปี 2559 พบว่ามีสัดส่วนถึง 30% ของจีดีพี สัดส่วนนี้มีท่าทีจะลดลงแต่กลับเพิ่มสูงขึ้นตลอด
ปัญหาความเหลื่อมล้ำยังเป็นปัญหาใหญ่ของสังคมไทย สถาบันการเงินเครดิตสวิส ออกรายงานความมั่งคั่งของโลก (Global Wealth Report 2016) เมื่อปีที่แล้ว ระบุว่า ไทยเป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากรัสเซียและอินเดีย โดยคนรวย ที่มีสัดส่วน 1% ของประชากร ครอบครองความมั่งคั่งสูงถึง 58% ของระบบเศรษฐกิจ
สำนักงานคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เคยระบุว่า ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยยังมีความรุนแรง โดยคนรวย 0.1% หรือ 65,000 คน จากประชากรทั้งหมด 65 ล้านคน มีเงินฝากเท่ากับ 49% ของเงินฝากทั้งระบบ
ด้าน อ็อกแฟม องค์กรด้านการกุศลของอังกฤษที่เคลื่อนไหวทางสังคม ออกรายงานเมื่อต้นปีนี้ ระบุว่า คนมีฐานะของไทย ที่เป็นสัดส่วน10% ของประชากร มีรายได้มากเป็น 35 เท่าของผู้มีรายได้น้อยที่เป็นสัดส่วน 10% ของจำนวนประชากร และ คนรวยเหล่านี้ยังเป็นเจ้าของทรัพย์สิน 79% ของประเทศ
รัฐบาลไทยแทบทุกชุด ต่างมีโยบายแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ โดยรัฐบาลชุดปัจจุบันของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ถึงกับจัดให้เป็นนโยบายนี้ มีความสำคัญเป็น "ลำดับที่ 3" รองจากเรื่องการเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์และการรักษาความมั่นคงของรัฐ โดยตัว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มักพูดอยู่เสมอว่า "ความเหลื่อมล้ำเป็นปัญหาที่ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน" และมีการออกนโยบาย รวมถึงมาตรการต่าง ๆ มาแก้ปัญหาอย่างต่อเนื่อง
ล่าสุดก็คือการเปิดลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อย ไม่ถึง 1 แสนบาทต่อปี หรือ "ลงทะเบียนคนจน" เพื่อรับสวัสดิการจากภาครัฐ ซึ่งเพิ่งจบสิ้นไปในเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ผลปรากฎว่ามีผู้มาลงทะเบียนถึง 14 ล้านคน
ที่มา: ทรัพย์สิน 50 มหาเศรษฐีไทย มาจาก Forbes ส่วนจีดีพีไทย มาจาก IMF
ดร.สมชัย จิตสุชน นักวิจัยจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ระบุว่า รัฐบาลชุดปัจจุบันมีนโยบายแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำที่มาถูกทางหลายเรื่อง ทั้งภาษีมรดก ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง รวมถึงการเพิ่มเงินเลี้ยงดูบุตรแรกเกิดจาก 400 บาท เป็น 600 บาท แต่สิ่งที่อยากให้มองไปข้างหน้าคือการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้วยการศึกษา จะเป็นการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำที่ดีที่สุด
ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 ซึ่งเพิ่มประกาศใช้ในปีนี้ และจะมีผลถึงปี 2564 ได้กำหนดแนวทางในการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ ทั้งด้านโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากร การประกอบอาชีพ และมีบริการทางสังคมที่ทั่วถึงและเป็นธรรม โดยตั้งเป้าหมายให้ "กลุ่มคนที่มีรายได้ต่ำสุด 40% มีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 15%"
ขณะที่กรอบยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งจะใช้บังคับถึง 20 ปี ระหว่างปี 2560 - 2579 ได้บรรจุเรื่องการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำเอาไว้ด้วย แต่เป็นเพียงกรอบกว้าง ๆ เพราะต้องรอให้ร่าง พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ ผ่านการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแหงชาติ (สนช.) ถึงจะมีการจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาในรายละเอียด
แม้ความเหลื่อมล้ำจะเป็นปัญหาที่ฝังรากลึกและยากจะแก้ไขได้ในระยะเวลาอันสั้น แต่ก็เป็นบทพิสูจน์ฝีมือของรัฐบาล คสช. ผู้ให้สัญญาว่าจะเข้ามาปฏิรูป พร้อมวางรากฐานอนาคตให้กับประเทศ