You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
“ฝึกเดินครึ่งปีเพื่อสวนสนาม 10 นาที” ชีวิตทุกข์ยากของพลเมืองเกาหลีเหนือ
ในวันพรุ่งนี้ (9 ก.ย.) จะเป็นวันครบรอบ 70 ปีการสถาปนาก่อตั้งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี (DPRK) หรือเกาหลีเหนือ ซึ่งภาพที่คุ้นตาคนทั่วโลกในทุกปีคือการสวนสนามเพื่อเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ โดยใช้พลเรือนและทหารหลายหมื่นคนเข้าร่วมขบวน ทั้งมีการโชว์อาวุธยุทโธปกรณ์เพื่อแสดงแสนยานุภาพอันเกรียงไกรของกองทัพไปในเวลาเดียวกัน
สื่อมวลชนจากต่างประเทศหลายสำนักได้รับเชิญให้เข้าร่วมรายงานข่าวพิธีสวนสนามอันตระการตานี้ แต่สิ่งที่ชาวโลกจะไม่ได้เห็นคือเบื้องหลังการเดินแถวและเต้นระบำอย่างพร้อมเพรียงเหลือเชื่อ ซึ่งต้องอาศัยการฝึกซ้อมที่ยากลำบากยาวนานหลายเดือน เพียงเพื่อสร้างภาพน่าประทับใจออกสู่สายตาชาวโลกในช่วงเวลาสั้น ๆ ไม่เกิน 10 นาทีเท่านั้น
"พิธีสวนสนามแบบนี้คือสัญลักษณ์แห่งความเป็น 'รัฐนาฏกรรม'ของเกาหลีเหนือ โดยจะระดมคนจำนวนหลายหมื่นให้มารวมกลุ่มกันแสดงออกซึ่งความรักชาติบ้านเมืองและเทิดทูนบูชาผู้นำ รวมทั้งตอกย้ำคำขวัญเชิงอุดมการณ์เก่า ๆ" นายปักซกจึล จากองค์กรรณรงค์เพื่อเสรีภาพในเกาหลีเหนือ (Liberty in North Korea) กล่าว
"คุณมองเห็นคนเหล่านี้ได้ แต่จะไม่มีวันได้ยินเสียงพวกเขาเปิดปากพูด อย่างไรก็ตามพวกเขาพร้อมจะแสดงความเห็นต่างออกมาได้ทุกขณะหากมีโอกาส"
"เสื้อของพวกเราติดไฟลุกไหม้"
นางคิม จี ยัง ผู้แปรพักตร์ชาวเกาหลีเหนือวัย 36 ปี ซึ่งขณะนี้อาศัยอยู่ในกรุงโซลของเกาหลีใต้เล่าว่า สมัยที่ยังเป็นนักศึกษาอยู่ในกรุงเปียงยาง เธอและเพื่อนเข้าร่วมขบวนสวนสนามโดยทำหน้าที่เป็นผู้ถือคบเพลิง เพื่อจำลองเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่ผู้นำสูงสุดคนแรกของประเทศคือคิม อิล ซุง ได้สู้รบในยามค่ำคืนเพื่อปลดปล่อยเกาหลีเหนือจากการยึดครองของญี่ปุ่น
"มีการจุดพลุและแปรอักษรด้วยคบเพลิงซึ่งแลดูสวยงามตระการตามาก แต่เสื้อผ้าของพวกเราต้องไหม้ไฟอยู่บ่อยครั้งระหว่างที่ฝึกหนักถึง 6 เดือน เราถือคบเพลิงแล้วเดินไปข้างหน้า โดยผู้นำขบวนจะร้องตะโกนว่า 'ฮูเร่! สหายคิม อิล ซุง ผู้นำผู้ยิ่งใหญ่' ซึ่งเราต้องขานรับว่า 'ฮูเร่ ฮูเร่ ฮูเร่' สามครั้ง"
"ขณะเดินตาต้องมองตรงไปยังเวที ทั้งต้องถือคบเพลิงให้ได้ระดับที่ถูกต้อง และเพื่อให้เดินสวนสนามได้พร้อมเพรียง เราต้องยกขาข้างที่อยู่ด้านหลังขึ้นในทันทีที่ขาซึ่งก้าวไปข้างหน้าแตะพื้น ซึ่งก็ทำได้ยากมาก ทุกคนต่างน้ำหนักลดไปอย่างน้อย 5 กิโลกรัมจากการฝึกแบบนี้ คนที่ทำได้ดีจะมีเหรียญรางวัลให้ แต่คนที่ทำพลาดจะถูกดุว่า"
ประชาชน-เจ้าหน้าที่ ต้องลำบากกันถ้วนหน้า
นายโนห์ ฮี ชาง อดีตเลขาธิการคนหนึ่งของพรรคแรงงานเกาหลีเหนือซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงเล่าว่า ก่อนที่เขาจะแปรพักตร์มาใช้ชีวิตในเกาหลีใต้เมื่อ 4 ปีก่อน เขาเคยต้องทำหน้าที่คัดเลือกผู้เข้าร่วมขบวนสวนสนาม รวมทั้งนักร้องนักแสดงที่ร่วมในงานพิธีดังกล่าว ซึ่งต้องคัดจากการสอบประวัติเพื่อเฟ้นหาผู้ที่มาจากครอบครัวซึ่งจงรักภักดีต่อท่านผู้นำอย่างสุดจิตสุดใจ โดยทั้งวงศ์ตระกูลจะต้องไม่มีประวัติในเรื่องนี้ด่างพร้อยไปจนถึงชั้นญาติในสายที่ห่างกัน
"เมื่อมองย้อนกลับไปแล้ว เรื่องนี้ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่เจ็บปวดทีเดียว แม้แต่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของพรรคก็พบกับความยากลำบากเหลือแสน จากแรงกดดันให้ต้องทำทุกสิ่งอย่างให้สมบูรณ์แบบตั้งแต่ต้นจนจบงาน" นายโนห์กล่าว
"ผู้เข้าขบวนสวนสนามส่วนใหญ่ถูกคัดเลือกมาจากโรงเรียนทหารหรือสถาบันชั้นนำของกองทัพ ต้องฝึกหนักวันละ 10 ชั่วโมงเป็นเวลานานหลายเดือน การจัดหาอาหารมาเลี้ยงคนเหล่านี้เป็นเรื่องยากโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงทุพภิกขภัยครั้งใหญ่ มีหลายคนที่ป่วยหรือได้รับบาดเจ็บ ซึ่งเจ้าหน้าที่ต้องรีบจัดหาคนมาเปลี่ยนตัวในทันที"
"ช่วงที่เกาหลีเหนือแห้งแล้ง จนเราอดอยากขาดแคลนอาหารในสมัยของคิม จอง อิล ผมจำได้ว่าคนนับแสนต้องมาซ้อมเดินสวนสนามตั้งแต่เช้าจรดค่ำท่ามกลางอากาศร้อนจัด โดยไม่มีอาหารตกถึงท้อง"
"แต่ชาวเกาหลีเหนือถูกสอนมาว่า 'ถ้ากำแพงสะเทือน ขุนเขาก็ต้องสั่นไหวไปด้วย' ซึ่งหมายความว่าหากผู้นำมีคำสั่งอย่างไร ประชาชนก็ต้องเชื่อฟังตามนั้น นั่นคือระบอบที่เป็นอยู่"
สวนสนามเพื่อความอยู่รอด
สหประชาชาติคาดการณ์ว่า มีประชากรเกาหลีเหนือถึง 40% หรือกว่า 10 ล้านคนต้องการความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมเพื่อบรรเทาความอดอยากหิวโหยอย่างเร่งด่วน และมีเด็กถึง 20% ที่อยู่ในภาวะทุพโภชนาการ ซึ่งสภาพอากาศที่ร้อนจัดและแห้งแล้งเป็นประวัติการณ์บนคาบสมุทรเกาหลีในปีนี้ อาจทำให้การเก็บเกี่ยวพืชผลทำได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย จนนำมาซึ่งภาวะวิกฤตขาดแคลนอาหารได้อีกครั้ง
แต่ถึงกระนั้น ผู้แปรพักตร์ชาวเกาหลีเหนือก็ยังบอกว่า "ไม่มีสิ่งใดจะมามีความสำคัญเหนือกว่าการแสดงความภักดีระหว่างเดินสวนสนามอีกแล้ว เราต่างต้องร้องตะโกนว่า 'ผู้นำจงเจริญ' ให้ดังสุดเสียง แต่เมื่อสิ้นสุดระยะเดินเพียง 100 เมตรเสียงในลำคอก็หายไปจนหมด จะพูดอะไรกับเพื่อนก็ไม่รู้เรื่องกัน" นางคิม จี ยัง กล่าว
"พวกเราที่มาเดินสวนสนามต่างก็เป็นลูกของเจ้าหน้าที่พรรคระดับกลางและระดับสูงกันทั้งนั้น จึงไม่มีใครกล้าออกปากบ่นเรื่องความยากลำบากต่าง ๆ เพราะถ้าเสียงวิจารณ์ไปถึงหูของคนในพรรคแล้ว คนที่กล้าพูดอาจจะหายตัวไปเฉย ๆ ก็ได้ ดังนั้นจึงไม่มีใครบ่น"
"คนต่างชาติคงจะประหลาดใจมากที่ได้รู้เรื่องนี้ พวกเราฝึกหนักถึงหกเดือนโดยแทบไม่ได้กินอาหาร เหงื่อไหลเป็นสายน้ำเพื่ออะไร ? เพื่อมาเดินสวนสนามแค่สิบนาทีงั้นหรือ ? นี่เป็นเรื่องน่าเสียใจ แต่ฉันหวังว่าในวันข้างหน้าโลกจะได้เห็นถึงเรื่องจริงเบื้องหลังของเกาหลีเหนือกันมากกว่านี้"