การปลูกพืชอาหารเพื่อการค้าทำน้ำบาดาลโลกลดลงจน “น่าห่วง”

สินค้าการเกษตร, การค้าอาหาร, ปริมาณน้ำ, แหล่งน้ำทดแทน
คำบรรยายภาพ, สินค้าเกษตรหลายชนิดที่นำเข้าและส่งออกจากสหรัฐฯ ใช้น้ำจากแหล่งที่ทดแทนไม่ได้
Published

ผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารเชิงวิชาการเนเจอร์ (Nature) ระบุว่า กระบวนการที่ซับซ้อนของการเพาะปลูกพืชเพื่อการค้ากำลังเพิ่มแรงกดดันให้กับแหล่งน้ำบาดาลของโลกซึ่งไม่สามารถทดแทนได้ โดยน้ำเหล่านี้ถูกนำไปใช้เพื่อการปลูกข้าว ข้าวสาลี และฝ้าย

นักวิจัยแนะนำว่า หากไม่ลงมือจัดการแก้ไขปัญหานี้ ก็จะเกิดความเสี่ยงต่อปริมาณอาหารได้ โดยประมาณร้อยละ 43 ของน้ำที่ใช้ในไร่เพาะปลูกทั่วโลก มาจากน้ำบาดาล แทนที่จะเป็นแม่น้ำและทะเลสาบ ทั้งนี้ หากใช้นำบาดาลมากไป แหล่งน้ำจากชั้นหิน ก็จะหมดไปอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่น้ำฝนจะไหลเข้าไปทดแทนได้

ในปี 2000 ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า น้ำจากแหล่งทดแทนไม่ได้นี้ คิดเป็นประมาณร้อยละ 20 ของการชลประทานทั่วโลก และระหว่างปี 2000 ถึง 2010 จำนวนแหล่งน้ำเพิ่มขึ้นกว่า 1 ใน 5 เท่านั้น

ในขณะที่นักวิทยาศาสตร์ ตระหนักมานานแล้วว่าน้ำบาดาลกำลังจะหมดไป ผลการศึกษาใหม่จากมหาวิทยาลัยคอลเลจ ลอนดอน มีเป้าหมายเพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับผลกระทบต่อแหล่งน้ำเหล่านี้ ซึ่งเป็นผลจากการค้าอาหารและสินค้าเกษตรทั่วโลก

นักวิจัยพบว่า ประมาณร้อยละ 11 ของน้ำบาดาลที่ไม่สามารถทนแทนได้ ถูกใช้ไปกับการชลประทานเพื่อเพาะปลูกอาหารส่งขายทั่วโลก โดย 2 ใน 3 มาจากปากีสถาน สหรัฐอเมริกา และอินเดีย

สินค้าการเกษตร, การค้าอาหาร, ปริมาณน้ำ, แหล่งน้ำทดแทน
คำบรรยายภาพ, การเพาะปลูกข้าวในปากีสถาน ใช้น้ำบาดาลที่จากแหล่งที่ไม่ยั่งยืน

ส่วนที่จีน ตลอดเวลา 1 ทศวรรษนับตั้งแต่ปี 2000 มีการใช้น้ำบาดาลจากแหล่งที่ทดแทนไม่ได้เพิ่มขึ้น 2 เท่า โดยพืชที่ใช้น้ำมากที่สุดคือ ธัญพืช ข้าว อ้อย ฝ้าย และข้าวโพด

อย่างไรก็ตาม ปัญหานี้เป็นเรื่องที่ซับซ้อน เนื่องจากสหรัฐฯ เม็กซิโก อิหร่าน ซาอุดิอาระเบีย และจีน อยู่ในกลุ่ม 10 ประเทศผู้ใช้น้ำจากแหล่งที่ไม่ยั่งยืนในการเพาะปลูก ประเทศเหล่านี้ยังเป็นผู้นำเข้าอันดับต้น ๆ ที่นำเข้าสินค้าการเกษตร จากประเทศที่ทำเกษตรกรรมในพื้นที่ ที่กำลังขาดแคลนแหล่งน้ำหมุนเวียน

ยกตัวอย่าง เช่น อิหร่าน นำเข้าข้าวส่วนมากจากปากีสถาน ซึ่งอาศัยการชลประทานจากน้ำในแม่น้ำคงคาตอนบนและน้ำบาดาลจากตอนใต้ของลุ่มน้ำอินดัส โดยแหล่งน้ำเหล่านี้ ถูกนำมาใช้เกินขีดจำกัดที่ธรรมชาติจะทดแทนได้ประมาณ 50 เท่า ขณะเดียวกัน อิหร่านยังส่งออกไม้ยืนต้น ที่อาศัยการชลประทานจากชั้นหินอุ้มน้ำเปอร์เซีย ซึ่งกำลังถูกสูบขึ้นมาใช้มากเกินกว่าที่ธรรมชาติจะทดแทนได้ถึง 20 เท่า

ดร.คาโรล ดาลิน จากมหาวิทยาลัยคอลเลจ ลอนดอน หัวหน้าคณะนักวิจัยกล่าวว่า 'อัตราการลดลงของทรัพยากรน้ำ กำลังน่าเป็นห่วง เราเห็นกลุ่มประเทศที่อยู่ในภาวะเสี่ยง ทั้งจากภาคการผลิตภายในประเทศและการนำเข้า'

'หากแหล่งน้ำหมดไป ก็จะส่งผลกระทบต่อราคาอาหาร ซึ่งจะเป็นผลกระทบต่อประชากรโลกแทบทุกคน'

สินค้าการเกษตร, การค้าอาหาร, ปริมาณน้ำ, แหล่งน้ำทดแทน

หลายประเทศพัฒนาแล้ว ตระหนักถึงปัญหาน้ำบาดาลที่กำลังหมดไป และได้ออกมาตรการควบคุม เช่น คำสั่งจำกัดการใช้น้ำในเขตเมืองของรัฐแคลิฟอร์เนีย ที่เผชิญกับภาวะแห้งแล้งเมื่อไม่กี่ปีมานี้ เป็นต้น

แต่ประเทศกำลังพัฒนา อาจจะไม่มีกลไกเพื่อจำกัดการใช้น้ำ โดยดร.ดาลิน ยกตัวอย่างกรณีที่ซับซ้อนของปากีสถานว่า 'เขามีรายได้ดีจากการส่งออกข้าว แต่ไม่มีโครงสร้างที่จะรองรับผลกระทบที่เกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อม และในที่สุดจะส่งผลกระทบต่อการผลิต'

นักวิจัยทีมนี้อ้างว่า ในขณะที่รัฐบาลต้องตระหนัก ถึงผลกระทบของการผลิตอาหารต่อทรัพยากรน้ำให้มากกว่านี้ ผู้บริโภคในประเทศที่ร่ำรวยกว่า ก็ควรคำนึงถึงประเด็นทรัพยากรน้ำที่ใช้ในการเพาะปลูกสำหรับอาหารที่ซื้อด้วย

โยชิฮิเดะ วาดะ ผู้ร่วมเขียนบทความวิจัย จาก International Institute for Applied Systems Analysis กล่าวว่า 'ผลิตภัณฑ์ที่ผู้บริโภคซื้อตามซุปเปอร์มาร์เก็ต อาจมีผลกระทบในเชิงสิ่งแวดล้อมต่างกัน ขึ้นอยู่กับแหล่งที่ผลิตและวิธีการทำชลประทาน'

'เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคเลือกซื้ออาหารที่ผลิตด้วยวิธีการที่ยั่งยืนได้ ผู้ผลิตควรเพิ่มเครื่องหมายการใช้น้ำลงบนบรรจุภัณฑ์ เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ชัดเจนถึงผลกระทบด้วย'