You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
50 ปีแห่งตำนาน "ยูกิโอะ มิชิมะ" นักเขียนตระกูลซามูไรผู้จบชีวิตด้วยการคว้านท้อง
ในวันที่ 25 พฤศจิกายน ปี 1970 ชายร่างเล็กบอบบางที่แต่งกายดูสะอาดหมดจดผู้หนึ่ง ขึ้นไปยืนบนระเบียงอย่างอาจหาญราวกับอยู่บนเวทีการแสดง เขาเริ่มกล่าวสุนทรพจน์เพื่อปลุกใจให้เหล่าทหารชาวญี่ปุ่น ซึ่งบัดนี้ถูกลดฐานะเป็นเพียงกองกำลังป้องกันตนเองของผู้แพ้สงคราม รู้สึกฮึกเหิมและร่วมใจกันลุกฮือขึ้นก่อรัฐประหาร เพื่อกู้ฐานะของสมเด็จพระจักรพรรดิและเกียรติภูมิของประเทศให้กลับคืนมาอีกครั้ง
ชายผู้กล้าบ้าบิ่นคนนี้ไม่ใช่ทหาร เขาคือนายยูกิโอะ มิชิมะ นักประพันธ์นวนิยายชื่อดังผู้สืบสายเลือดของตระกูลซามูไร เขาและเพื่อนอีก 4 คนผู้ฝักใฝ่ในลัทธิบูชิโดซึ่งเป็นวิถีของนักรบสมัยโบราณ รวมทั้งมีแนวคิดชาตินิยมสุดโต่ง พากันบุกเข้าไปในฐานที่มั่นของกองกำลังป้องกันตนเองในกรุงโตเกียว จับตัวผู้บัญชาการกองกำลังมัดเอาไว้ ก่อนจะบังคับให้สั่งเรียกรวมพลเพื่อรับฟังคำปลุกใจจากพวกเขา
แต่น่าเสียดายที่สุนทรพจน์อันร้อนแรงของมิชิมะ ซึ่งตำหนิการยอมจำนนต่อสหรัฐฯ ของเหล่าทหารอย่างรุนแรง ทั้งยังโจมตีต่อต้านรัฐบาลและรัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตยที่ต่างชาติเป็นผู้หนุนหลัง ไม่สามารถทำให้กองกำลังป้องกันตนเองรู้สึกคล้อยตามได้ เหล่าทหารที่ตกตะลึงและนิ่งเงียบในตอนแรก เริ่มโห่ฮาและตะโกนถ้อยคำเย้ยหยันใส่มิชิมะ จนเกิดเสียงดังอื้ออึงกลบถ้อยแถลงของเขาจนหมดสิ้น
เมื่อเห็นว่าอุดมการณ์ของตนไม่อาจสัมฤทธิ์ผลได้แน่แล้ว มิชิมะจึงถอยกลับเข้ามาในห้องด้านใน คุกเข่าลงเพื่อทำพิธีคว้านท้องฆ่าตัวตายหรือ "เซปปุกุ" ตามวิถีซามูไร ก่อนอำลาโลกไปในวันนั้นเขากล่าวถ้อยคำสุดท้ายเอาไว้ว่า "พวกเขาไม่ได้ยินในสิ่งที่ผมพูด"
เหตุการณ์อุกอาจที่มิชิมะและพวกได้ก่อขึ้น ทำให้คนทั้งประเทศต้องช็อกตกตะลึง ส่งผลกระทบรุนแรงจนสั่นสะเทือนเวทีการเมืองระดับชาติของญี่ปุ่นในยุคนั้นอย่างยิ่ง บรรยากาศของพิธีเปิดการประชุมรัฐสภาสมัยที่ 64 ซึ่งมีสมเด็จพระจักรพรรดิประทับอยู่ด้วย รวมทั้งการแถลงนโยบายของนายกรัฐมนตรีในวันนั้น ถูกปกคลุมไปด้วยความมืดหม่นจากมรณกรรมของ "ซามูไรคนสุดท้าย" ซึ่งเป็นฉายาที่มิชิมะใช้เรียกแทนตนเองอยู่บ่อยครั้ง แต่ถึงกระนั้นก็ตาม เขาเป็นคนแรกในรอบ 25 ปีที่เสียชีวิตด้วยพิธีเซปปุกุ นับแต่สงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง
ฮิเดะ อิชิกุโระ นักปรัชญาชาวญี่ปุ่นกล่าวถึงมิชิมะในบทความที่เขียนลงนิตยสาร The New York Review เมื่อปี 1975 ไว้ว่า "บางคนคิดว่าเขาบ้าไปแล้ว บ้างก็มองว่าเป็นการแสดงฉากสุดท้ายในละครชุดโอ้อวดตัวตนของเขา เป็นการแสดงออกถึงความปรารถนาที่จะช็อกโลก ซึ่งก็ทำให้เขามีชื่อเสียงโด่งดัง"
แม้นักการเมืองฝ่ายขวาบางคนจะมองว่า มรณกรรมของมิชิมะคือการแสดงความรักชาติยิ่งชีพ และการประท้วงต่อต้านสังคมญี่ปุ่นสมัยใหม่ แต่อีกหลายคนมองว่าเป็นเพียงพฤติกรรมของเด็กเอาแต่ใจในร่างผู้ใหญ่ ซึ่งเขาผู้นี้ไม่อาจทนใช้ชีวิตวัยกลางคนที่ราบเรียบน่าเบื่อและไร้ชื่อเสียงได้
คำสารภาพของหน้ากาก
มิชิมะเข้าสู่แวดวงวรรณกรรมในปี 1949 ขณะที่มีอายุเพียง 24 ปี ด้วยผลงานนิยายกึ่งอัตชีวประวัติชิ้นแรกที่มีชื่อว่า "คำสารภาพของหน้ากาก" (Confessions of a mask) โดยมิชิมะเล่าถึงเด็กชายผู้บอบบางและเปี่ยมด้วยอารมณ์อ่อนไหว แต่กลับถูกบังคับควบคุมอย่างใกล้ชิดจากย่าของเขาตลอดเวลา เด็กชายผู้นี้ต้องอยู่แต่ในห้องมืดทึบของบ้าน คอยดูแลพยาบาลย่าที่กำลังป่วย และไม่ค่อยได้ออกไปเล่นข้างนอกเหมือนกับเด็กทั่วไป
เด็กชายเริ่มพัฒนาความสามารถในการใช้จินตนาการคิดฝัน ซึ่งต่อมาทำให้ความจริงกับความฝันเริ่มซ้อนทับกันอย่างสับสนและแยกออกจากกันไม่ได้ง่าย ๆ หลังย่าตายจากไปเขาจึงเป็นอิสระและเริ่มหันมาหมกมุ่นสนใจกับการแสดงบทบาทสมมติ โดยใช้ชีวิตจริงของเขาเองเป็นโรงละคร
เรื่องราวในนิยายที่น่าจะเป็นชีวิตจริงในวัยเยาว์ของมิชิมะ ดำเนินไปจนถึงช่วงสิ้นสุดวัยรุ่น โดยเผยให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างความเพ้อฝันในจิตใจกับความเป็นจริงภายนอกในชีวิตของเขา รวมทั้งการเริ่มมีรสนิยมทางเพศแบบชายรักชาย
ความคิดจิตใจของเขาในช่วงนี้ กลายเป็นรากฐานที่สร้างการยึดถืออุดมคติเรื่องความงามและความตายอย่างเหนียวแน่นในเวลาต่อมา มิชิมะเคยเขียนไว้ในหนังสือเล่มดังกล่าวว่า เขายอมรับนับถือลัทธิบูชาความตายซึ่งเป็นที่นิยมกันในช่วงสงครามอย่างจริงจัง
ความงามกับการทำลายล้าง
มิชิมะเคยเขียนแสดงทัศนะเอาไว้ว่า "ความงามนั้นจะงามที่สุดก็ต่อเมื่ออยู่ในภาวะที่ไม่คงทนถาวร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในชั่วขณะที่ใกล้จะแตกดับ" เขานำเอาอุดมคตินี้ไปผูกโยงกับการชื่นชมความงามของเรือนร่างบุรุษเพศ รวมทั้งการบูชานักรบผู้กล้าที่พลีชีพอย่างน่าสยดสยองในสมรภูมินองเลือด
ถึงกระนั้นก็ตาม ชีวิตจริงของมิชิมะอีกด้านหนึ่งกลับเป็นการต่อสู้ขัดแย้งภายในตนเอง ระหว่างการใช้ชีวิตที่หรูหราฟุ้งเฟ้อและโอ้อวดเพื่อแสวงหาชื่อเสียงในวงสังคมชั้นสูง กับการยึดถืออุดมคติแบบซามูไรที่เต็มไปด้วยกรอบระเบียบเคร่งครัด
มิชิมะเลือกใช้ชีวิตในทั้งสองแบบ การที่เขามีหน้าตาหล่อเหลาและเป็นศิลปินดาวรุ่ง ทำให้เขาเป็นชาวญี่ปุ่นที่มีชื่อเสียงในหมู่ชาวต่างประเทศมากที่สุดคนหนึ่ง แวดวงวรรณกรรมญี่ปุ่นในยุคนั้นยังถือว่าเขาเป็นศิษย์เอกของยาสึนาริ คาวาบาตะ นักเขียนรางวัลโนเบลอีกด้วย แต่ผลงานของเขาส่วนใหญ่ก็คือการเขียนถึงตัวเอง โดยมักเป็นเรื่องราวความสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่างคนรักเพศเดียวกัน ซึ่งมีจุดจบที่ความตาย
อย่างไรก็ตาม ในทศวรรษที่ 1960 งานเขียนที่เน้นความเป็นศิลปะชวนฝันของมิชิมะเริ่มเปลี่ยนไป โดยมีกลิ่นอายของการโฆษณาชวนเชื่อแบบวรรณกรรมชาตินิยมเพิ่มเข้ามามากขึ้น เขาเริ่มหันมาสนใจกีฬาเพาะกาย เพื่อทำให้ตนเองมีกล้ามเนื้อดูล่ำสันสมชายขึ้นกว่าเก่า เขายังอาบแดดให้ผิวเข้มขึ้น และจัดตั้งกลุ่มฝึกฝนออกกำลังกายให้กับนักศึกษามหาวิทยาลัยชาย โดยมีจุดประสงค์แอบแฝงเพื่อเตรียมให้เป็นทหารกองหนุนต่อต้านคอมมิวนิสต์
เหตุผลที่อยู่เบื้องหลังความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ มิชิมะได้เขียนไว้ในเรียงความชื่อ "ศิลปะ การกระทำ และความตายเชิงพิธีกรรม" เมื่อปี 1968 ซึ่งเป็นเวลาสองปีก่อนที่จะเสียชีวิตว่า ที่ผ่านมาตัวตนของเขาถูกกัดกร่อนและทำให้อ่อนแอลงด้วยความเพ้อฝันเกินจริงและการใช้ถ้อยคำอย่างฟุ่มเฟือย
มิชิมะเขียนว่า "สำหรับคนเราแล้ว ผมคิดว่าร่างกายต้องมาก่อนและมีความสำคัญกว่าการใช้ภาษา" เขาบอกว่าได้พยายามทำให้ชีวิตของตนเองกลับสู่จุดสมดุล โดยรื้อฟื้นแนวคิดซามูไรแบบดั้งเดิมที่เน้นทำมากกว่าพูด ซึ่งจะนำไปสู่ "ความกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวระหว่างปากกาและดาบ"
ระเบิดจินตนาการสร้างสรรค์ในห้วงสุดท้ายของชีวิต
มิชิมะในวัย 45 ปี เริ่มตระหนักถึงวันเวลาในชีวิตที่ล่วงเลยไปอย่างรวดเร็ว และอาจเริ่มคิดถึงแผนการพลีชีพ เพื่อแสดงความเป็น "คนจริง" ซึ่งพูดจริงและทำจริงอย่างที่เขาไม่เคยเป็นมาก่อน
"ผู้งดงามควรจะตายเสียแต่อายุยังน้อย และคนอื่น ๆ ควรจะมีชีวิตอยู่ให้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้" นี่คือข้อความไว้อาลัยที่มิชิมะเขียนให้กับเจมส์ ดีน ดาราฮอลลีวูดผู้จากไปก่อนวัยอันควร
หลายคนอาจไม่เข้าใจว่า มิชิมะทำเรื่องบ้าบิ่นซึ่งเขารู้อยู่เต็มอกว่ามีจุดหมายปลายทางที่ความตายไปทำไม แต่ผลงานวรรณกรรมของเขาทั้งหมดได้อธิบายด้วยตัวมันเองแล้วว่า นั่นคือฉากจบในนวนิยายชีวิตของเขา ซึ่งบางสิ่งที่สวยงามสูงค่าจะต้องถูกทำลาย
ตัวของมิชิมะเองถึงกับเคยแสดงในหนังสั้นเรื่อง "ความรักชาติ" โดยรับบทเข้าพิธีเซปปุกุให้ผู้คนได้ชมอย่างละเอียดทุกขั้นตอน ซึ่งแน่นอนว่ามรณกรรมน่าสยดสยองของเขาที่เกิดขึ้นจริงในภายหลัง นอกจากจะเป็นการประท้วงต่อต้านทางการเมืองแล้ว ความตายยังเป็นผลงานศิลปะขั้นสุดยอดในความคิดของเขาอีกด้วย
ในช่วงเช้าของวันที่มิชิมะเสียชีวิต เขาส่งต้นฉบับสุดท้ายของนวนิยายจตุรภาค "ทะเลแห่งความอุดมสมบูรณ์" (The Sea of Fertility) ที่เขียนจบบริบูรณ์แล้วให้กับสำนักพิมพ์ นวนิยายเรื่องนี้ครอบคลุมช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านอันยาวนานของญี่ปุ่น จากยุคจักรวรรดินิยมสู่ยุคทุนนิยมและบริโภคนิยม ซึ่งก็คือช่วงชีวิตที่ผ่านมาของเขาทั้งหมดนั่นเอง
หนึ่งสัปดาห์ก่อนจะเสียชีวิต เขาส่งจดหมายถึงฟุมิโอะ คิโยมิซึ เพื่อนนักเขียนและที่ปรึกษาที่เขาไว้วางใจว่า "สำหรับผมแล้ว การที่เขียนหนังสือเล่มนี้เสร็จ มันไม่ต่างอะไรกับถึงเวลาที่โลกจบสิ้นอวสาน"