ภารกิจอาร์ทิมิส 2 ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม แต่ตอนนี้ถึงเวลาของขั้นตอนยากที่สุดแล้ว

 Earthset captured through the Orion spacecraft window

ที่มาของภาพ, NASA via Getty Images

    • Author, พัลลภ โกศ
    • Role, ผู้สื่อข่าวสายวิทยาศาสตร์ บีบีซีนิวส์
  • เวลาอ่าน: 11 นาที

ภารกิจอาร์ทิมิส 2 (The Artemis II mission) ขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ หรือนาซา (National Aeronautics and Space Administration - NASA) ประสบความสำเร็จในการส่งนักบินอวกาศ 4 คนโคจรไปรอบด้านไกลของดวงจันทร์และลงจอดกลับบ้านอย่างปลอดภัย

ยานแคปซูนโอไรออนทำงานได้อย่างยอดเยี่ยม และภาพที่นักบินอวกาศบันทึกไว้ได้สร้างความตื่นเต้นให้กับคนรุ่นใหม่เกี่ยวกับความเป็นไปได้ของการเดินทางในอวกาศ

แต่สิ่งนี้หมายความว่าเด็ก ๆ ที่หลงใหลในภารกิจนี้จะสามารถอาศัยและทำงานบนดวงจันทร์ได้ในชั่วชีวิตของพวกเขาหรือไม่ ? หรืออาจไปถึงดาวอังคารได้ตามที่โครงการอาร์ทิมิสให้คำมั่นไว้ ?

แม้การพูดเช่นนี้จะดูไม่เหมาะสม แต่การโคจรไปรอบดวงจันทร์นั้นเป็นขั้นตอนที่ค่อนข้างง่าย ส่วนที่ยากจริง ๆ รออยู่ในภายภาคหน้า ดังนั้นคำตอบจึงเป็น "อาจจะ หรืออาจจะไม่"

The lunar lander stands squat and insect‑like on spindly golden legs, its foil‑wrapped descent stage glowing copper against the ash‑grey dust. Above, the pale, faceted cabin looks almost improvised – a fragile aluminium refuge dropped into a pristine desert. The harsh sunlight carves inky black shadows beneath the lander and across the pitted regolith, where bootprints and equipment puncture an otherwise untouched plain.

ที่มาของภาพ, NASA

คำบรรยายภาพ, ยานลงจอดบนดวงจันทร์จากยุคอะพอลโลกลายเป็นเรื่องเล็กจิ๋ว หากเปรียบเทียบกับสิ่งที่ถูกวางแผนไว้ว่าจะลงจอดบนดวงจันทร์ครั้งต่อไป

เมื่อตอนที่ นีล อาร์มสตรอง และ บัซ อัลดริน เป็นมนุษย์คนแรกที่ลงจอดบนดวงจันทร์ในเดือน ก.ค. 1969 หลายคนคิดว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น และในไม่ช้าผู้คนจะสามารถอาศัยและทำงานในอวกาศได้

แต่สิ่งนั้นไม่ได้เกิดขึ้น เพราะโครงการอะพอลโล (Apollo) ไม่ได้เกิดขึ้นจากความรักในการสำรวจ แต่เกิดเพราะสงครามเย็น เพื่อแสดงให้เห็นถึงความเหนือกว่าของสหรัฐอเมริกาต่อสหภาพโซเวียต

ความสำเร็จนั้นเกิดขึ้นจาก "ก้าวเล็ก ๆ ก้าวเดียว" ของอาร์มสตรองจากยานลงจอดบนดวงจันทร์ และภารกิจก็เสร็จสิ้น

เพียงไม่กี่ปีหลังจากที่เขาปักธงชาติอเมริกันบนพื้นผิวดวงจันทร์ จำนวนผู้ชมทางโทรทัศน์ของภารกิจต่อ ๆ มาก็ลดลงอย่างฮวบฮาบ และภารกิจอะพอลโลในอนาคตก็ถูกยกเลิก

ทว่าในครั้งนี้ เป้าหมายที่นาซาประกาศไว้แตกต่างออกไป

จาเร็ด ไอแซคแมน ผู้บริหารนาซา วางแผนที่จะส่งยานลงจอดบนดวงจันทร์พร้อมมนุษย์ปีละครั้ง โดยเริ่มตั้งแต่ปี 2028 กับภารกิจอาร์ทิมิส 5 ซึ่งวางแผนหลังจากนั้น แต่ให้เกิดขึ้นในปีเดียวกัน นั่นจะเป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งที่หน่วยงานเรียกว่า "ฐานบนดวงจันทร์" ของตน

Under a jet‑black star‑strewn sky, an artist impression of a futuristic village sprawls across grey lunar dust. In the foreground, neat rows of blue solar panels tilt towards the distant Sun. Behind them rise transparent glass domes glowing softly from within, packed with bright green trees and crops – miniature jungles on a dead world. Bubble‑shaped habitats and silver tunnels link the base together. Tiny human figures in bulky white spacesuits tend equipment and gather beside the greenhouses. To the upper left, Earth hangs like a vivid blue‑and‑white marble above the horizon, reminding you how far from home this thriving outpost stands.

ที่มาของภาพ, ESA/P. Carril

คำบรรยายภาพ, ภาพร่างแนวคิดแสดงให้เห็นถึงแผนการของนาซาในการสร้างฐานบนดวงจันทร์ร่วมกับพันธมิตรนานาชาติ

แม้นั่นจะฟังดูเหมือนนิยายวิทยาศาสตร์ แต่ต่อไปนี้คือคำพูดของบุคคลสำคัญในวงการอวกาศที่อ้างอิงข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์

"เศรษฐกิจบนดวงจันทร์จะก่อร่างพัฒนาขึ้น" โจเซฟ แอชบัคเกอร์ ผู้อำนวยการใหญ่ขององค์การอวกาศยุโรป (European Space Agency - ESA) บอกกับผู้สื่อข่าวบีบีซี

"มันต้องใช้เวลาในการจัดตั้งองค์ประกอบต่าง ๆ แต่ [เศรษฐกิจบนดวงจันทร์] จะพัฒนาขึ้นอย่างแน่นอน" เขาเสริม

แต่ดังที่ผู้บัญชาการของยานอวกาศอะพอลโล 13 เคยกล่าวไว้เมื่อยานของเขามีปัญหาขณะเดินทางไปยังดวงจันทร์ว่า "ฮิวสตัน เราเจอปัญหาแล้ว..."

ปัญหาของยานลงจอด

เพื่อให้มนุษย์เหยียบลงบนพื้นผิวดวงจันทร์ได้ นาซาจำเป็นต้องมียานลงจอด หน่วยงานอวกาศของสหรัฐฯ ได้ทำสัญญากับบริษัทเอกชน 2 แห่งให้สร้างยานดังกล่าว ได้แก่ สเปซเอ็กซ์ (SpaceX) ของอีลอน มัสก์ ซึ่งยานสตาร์ชิป (Starship) รุ่นสำหรับลงจอดบนดวงจันทร์จะมีขนาดสูง 35 เมตร และบลูออริจิน (Blue Origin) ของเจฟฟ์ เบซอส ซึ่งยานบลูมูน มาร์ค 2 (Blue Moon Mark 2) มีขนาดกะทัดรัดกว่า แต่ก็มีความทะเยอทะยานไม่แพ้กัน

แต่ทั้ง 2 โครงการล่าช้ากว่ากำหนดการมาก

สำนักงานผู้ตรวจการทั่วไปของนาซาได้เปิดเผยภาพรวมอย่างชัดเจนในรายงานที่เผยแพร่เมื่อ 10 มี.ค. ว่า ยานสตาร์ชิปสำหรับลงจอดบนดวงจันทร์ของสเปซเอ็กซ์ล่าช้ากว่ากำหนดส่งมอบเดิมอย่างน้อย 2 ปี และคาดว่าจะล่าช้าต่อไปอีก ส่วนยานบลูมูนของบลูออริจินก็ล่าช้าอย่างน้อย 8 เดือน โดยปัญหาเกือบครึ่งหนึ่งที่ระบุไว้ในการตรวจสอบการออกแบบในปี 2024 ยังคงไม่ได้รับการแก้ไขแม้จะผ่านไปกว่า 1 ปีแล้ว

ยานลงจอดเหล่านี้แตกต่างจากโมดูลอีเกิล (Eagle) ขนาดกะทัดรัดที่พาอาร์มสตรองและอัลดรินลงสู่พื้นผิวในปี 1969 ซึ่งมีขนาดใหญ่พอที่จะบรรทุกคน 2 คนไปเก็บหินและกลับมาเท่านั้น

ยานลงจอดรุ่นใหม่จะต้องบรรทุกโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมาก เช่น อุปกรณ์ รถสำรวจแบบปรับความดัน และส่วนประกอบเบื้องต้นของฐานปฏิบัติการ และการบรรทุกมวลมากขนาดนั้นต้องใช้เชื้อเพลิงจำนวนมหาศาล มากกว่าที่สามารถปล่อยได้ด้วยจรวดเพียงลำเดียว

A computer-generated illustration depicts a large, gleaming silver spacecraft against the black void of space, with the curved grey surface of the Moon visible below. The spacecraft is enormous: a sleek, cylindrical structure dominated by a rounded nosecone at the top, where the crew compartment is located some 35 metres above the lander's base. Fins extend from the lower section. Stars and the distant Earth are just visible in the background.

ที่มาของภาพ, SpaceX

คำบรรยายภาพ, ภาพวาดแสดงยานลงจอดของสเปซเอ็กซ์ (SpaceX) ที่ออกแบบโดยอีลอน มัสก์ ยังสร้างไม่แล้วเสร็จ แต่มีกำหนดการทดสอบในปีหน้า
A tall, spindly spacecraft stands alone on a bleak grey plain under a black, star‑filled sky. This is Blue Origin’s Blue Moon lander: a white, boxy lower stage on four delicate legs, topped by a rounded cabin like a silver lighthouse. Bulging metallic tanks cling to its sides, catching harsh moonlight. A small ladder unfolds to the dust, where two astronauts in chunky white suits work beside scientific gear, their shadows stretching long across the cratered surface. The surrounding landscape is empty, rolling gently away into darkness, emphasising how exposed and futuristic this gleaming machine appears.

ที่มาของภาพ, Blue Origin

คำบรรยายภาพ, โครงการบลูมูน (Blue Moon) ของบลูออริจิน (Blue Origin) ของเจฟฟ์ เบซอส (ดังภาพประกอบ) ล่าช้ากว่ากำหนดเช่นกัน

โครงการอาร์ทิมิสมีเป้าหมายที่จะจัดเก็บเชื้อเพลิงทั้งหมดนี้ไว้ในคลังเก็บเชื้อเพลิง ซึ่งจะโคจรรอบโลก และจะได้รับการเติมเชื้อเพลิงโดยเที่ยวบินเติมเชื้อเพลิงมากกว่า 10 เที่ยวบิน โดยจะถูกปล่อยในระยะเวลาที่กำหนดอย่างสม่ำเสมอเป็นเวลาหลายเดือน แผนการนี้ฟังดูดี แต่ยากอย่างเหลือเชื่อในการปฏิบัติได้

การรักษาสภาพของออกซิเจนเหลวและมีเทนที่เย็นจัดให้คงตัวในสุญญากาศของอวกาศ จากนั้นถ่ายโอนพวกมันระหว่างยานอวกาศ เป็นหนึ่งในความท้าทายทางวิศวกรรมที่ยากที่สุดในโครงการ

"จากมุมมองทางฟิสิกส์ มันสมเหตุสมผล" ดร.ซิเมียน บาร์เบอร์ นักวิทยาศาสตร์อวกาศจากมหาวิทยาลัยเปิดกล่าว แต่เขาชี้ให้เห็นว่าการปล่อยอาร์ทิมิส 2 ถูกเลื่อนออกไป 2 ครั้งในปีนี้ ก่อนที่ขึ้นบินได้ในที่สุดเนื่องจากปัญหาการเติมเชื้อเพลิง

"ถ้ามันยากที่จะทำบนแท่นปล่อยจรวด มันก็จะยากยิ่งกว่าที่จะทำในวงโคจร" เขากล่าว

ภารกิจอาร์ทิมิสครั้งต่อไปคืออาร์ทิมิส 3 ออกแบบมาเพื่อทดสอบว่าลูกเรือของแคปซูลโอไรออนจะเชื่อมต่อกับยานลงจอด 1 หรือ 2 ลำในวงโคจรของโลกได้อย่างไร ภารกิจนี้มีกำหนดการในกลางปี ​​2027 เนื่องจากยานสตาร์ชิปยังไม่เคยทำการบินโคจรในอวกาศได้สำเร็จ และจรวดนิวเกล็นของบลูออริจินก็ทำการปล่อยได้เพียง 2 ครั้งเท่านั้น เป้าหมายนี้จึงดูเหมือนเป็น "เป้าหมายที่ยากยิ่ง" อย่างที่บาร์เบอร์กล่าวไว้

การแข่งขันด้านอวกาศครั้งใหม่

นาซายังคงเป้าหมายการลงจอดบนดวงจันทร์ครั้งแรกของยานอาร์ทิมิสในปี 2028 ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเหตุผลทางการเมือง ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายอวกาศใหม่ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เรียกร้องให้ชาวอเมริกันกลับไปเหยียบพื้นผิวดวงจันทร์อีกครั้งภายในปี 2028 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายก่อนครบวาระตำแหน่ง

ทว่านักวิเคราะห์อิสระไม่เชื่อว่าเป้าหมายนี้เป็นไปได้จริง แต่รัฐสภาได้สนับสนุนกำหนดการนี้ด้วยเงินหลายพันล้านดอลลาร์จากภาษีของประชาชน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีคู่แข่งรายใหม่กำลังจะเกิดขึ้น

A dramatic launch photograph taken from ground level shows a large white rocket rising from its launch pad on a column of brilliant orange and white fire. Dense clouds of white smoke and steam billow outward from the base of the rocket across the concrete launch platform, which sits within a tropical coastal landscape — palm trees and a clear blue sky are visible in the background

ที่มาของภาพ, VCG / China Manned Space Agency

คำบรรยายภาพ, ภาพการทดสอบบินของจรวดลองมาร์ช 10 (March 10) ของจีน ซึ่งเป็นยานที่ออกแบบมาเพื่อนำนักบินอวกาศชาวจีนไปยังดวงจันทร์

การที่จีนผงาดขึ้นมาเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจและการทหารในศตวรรษนี้ ส่งผลให้ขีดความสามารถด้านอวกาศของจีนพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว และขณะนี้จีนมีเป้าหมายที่จะส่งนักบินอวกาศไปลงจอดบนดวงจันทร์ภายในปี 2030

หากกำหนดการของโครงการอาร์ทิมิสล่าช้าจริงตามควา่มเชื่อของบรรดาผู้เชี่ยวชาญ จีนอาจไปถึงดวงจันทร์ก่อนสหรัฐฯ ได้ เพราะวิธีการของจีนนั้นเรียบง่ายกว่า โดยจีนจะใช้จรวด 2 ลำ โมดูลลูกเรือ และยานลงจอดแยกกัน และหลีกเลี่ยงความซับซ้อนของการเติมเชื้อเพลิงในวงโคจรแบบแผนของสหรัฐฯ

ดาวอังคาร - ความฝันอันห่างไกล

เลยดวงจันทร์ออกไปอีกก็คือดาวอังคาร มัสก์เคยพูดถึงการส่งมนุษย์ไปยังดาวเคราะห์สีแดงก่อนสิ้นทศวรรษนี้

แต่ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเชื่อว่า การไปถึงดาวอังคารมีความเป็นไปได้ว่าอย่างเร็วที่สุดก็คือในช่วงปี 2040 เพราะลำพังการเดินทางเพียงอย่างเดียวก็กินเวลากว่า 7-9 เดือนแล้ว ต้องผ่านรังสีเข้มข้น และไม่มีความเป็นไปได้ที่จะได้รับการช่วยเหลือ นี่ถือเป็นความท้าทายใหญ่หลวงกว่าการเดินทางไปดวงจันทร์มาก

ชั้นบรรยากาศที่เบาบางของดาวอังคาร ทำให้การลงจอดของยานอวกาศขนาดเต็มรูปแบบที่มีลูกเรือ และการปล่อยยานขึ้นสู่อวกาศอีกครั้งเป็นปัญหาที่มีความซับซ้อนอย่างเหลือเชื่อ

Mars hangs alone against blackness, a glowing, rust‑red marble. The planet’s face is dominated by a vast, soft‑edged orange desert shaped like a sideways Africa. Smoky dark streaks – ancient canyons and volcanic plains – curl around its lower half. Near the top and right edge, bright white clouds and haze cling to the thin atmosphere like torn cotton. A faint bluish rim outlines the curve of the planet, emphasising its roundness and the delicate shell of air wrapped around it.

ที่มาของภาพ, NASA

คำบรรยายภาพ, ดาวอังคารยังคงรอคอยการสำรวจ แต่การไปเยือนดาวอังคารนั้นไกลเกินเอื้อมสำหรับมนุษย์หรือไม่ ?

ภารกิจอาร์ทิมิส 2 ได้นำการเดินทางสู่อวกาศของมนุษย์กลับมาสู่วาระสำคัญอีกครั้ง

บริษัทเอกชนกำลังมุ่งมั่นเร่งสร้างจรวดและยานลงจอด ขณะที่ประเทศในแถบยุโรปกำลังถกเถียงกันอย่างแข็งขันว่าจะเข้าไปมีส่วนร่วมด้วยมากน้อยแค่ไหน

ขณะที่ผู้สื่อข่าวบีบีซีขับรถไปรอบ ๆ ศูนย์อวกาศเคนเนดีหลังจากการปล่อยภารกิจอาร์ทิมิส เขาก็รู้สึกประทับใจกับอาคารใหม่ ๆ ที่สร้างโดยบลูออริจิน และอาคารอื่นๆ ที่กำลังก่อสร้างโดยสเปซเอ็กซ์ ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานของภาคเอกชนที่ตั้งอยู่ใกล้กับหน่วยงานของรัฐที่เคยส่งนักบินอวกาศไปดวงจันทร์

แม้ว่ากำหนดการจะล่าช้าไปบ้าง แต่ความร่วมมือใหม่นี้ให้ความรู้สึกเหมือนมีบางสิ่งพิเศษเกิดขึ้นบนชายฝั่งฟลอริดา และนาซาก็ได้แรงผลักดันเก่า ๆ หวนกลับคืนมาอีกครั้ง

อเล็กซานเดอร์ เกิร์สต์ นักบินอวกาศขององค์การอวกาศยุโรป เคยบอกกับแอชบาเชอร์หลังจากกลับจากสถานีอวกาศนานาชาติว่า มุมมองจากอวกาศเปลี่ยนทุกสิ่งไป

เกิร์สต์บอกกับหัวหน้าองค์การอวกาศยุโรปว่า เขาหวังว่าประชากรโลกทั้ง 8,000 ล้านคนจะได้ไปอวกาศสักครั้งและเห็นสิ่งที่เขาเห็น นั่นคือดาวเคราะห์ดวงเล็ก ๆ ที่เปราะบางและสวยงาม ซึ่งไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่ดีพอจากสิ่งมีชีวิตที่โชคดีพอที่จะอาศัยอยู่บนนั้น

"นั่นจะทำให้ชีวิตบนโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก" แอชบาเชอร์กล่าว