ฟีฟ่าและกรรมการผู้ตัดสิน เอื้อประโยชน์ให้อาร์เจนตินาในฟุตบอลโลกครั้งนี้หรือไม่

Lionel Messi, Julian Alvarez and Enzo Fernandez celebrate after a goal against Egypt

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, อาร์เจนตินาผ่านเข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศได้สำเร็จ หลังจากชนะอียิปต์ด้วยสกอร์ 3-2 ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย
    • Author, เดล จอห์นสัน
    • Role, ผู้สื่อข่าวฟุตบอล บีบีซี
  • Published
  • เวลาอ่าน: 8 นาที

อาร์เจนตินาทุ่มสุดตัวในการป้องกันแชมป์ฟุตบอลโลก และพวกเขาจำเป็นต้องทำเช่นนั้น เพราะหลังจากที่คาดกันว่าพวกเขาจะสามารถเอาชนะเคปเวิร์ดและอียิปต์ได้ง่าย ๆ ในรอบน็อกเอาต์สองรอบแรก แต่ทีม "ฟ้าขาว" กลับต้องต่อสู้สุดกำลังกว่าจะคว้าชัยชนะมาได้ด้วยสกอร์ 3-2 ทั้งสองนัด

อย่างไรก็ตาม ชัยชนะเหนืออียิปต์กลับทำให้เกิดประเด็นตามมา เมื่อทีมจากแอฟริกาทีมนี้ได้เรียกร้องให้สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ขับไล่ผู้ตัดสินที่ทำหน้าที่ในเกมรอบ 16 ทีมสุดท้ายที่พวกเขาพ่ายแพ้ออกจากทัวร์นาเมนต์

อียิปต์ได้กล่าวหาว่ามีการลำเอียงเข้าข้างอาร์เจนตินาและให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับนักเตะคนดังอย่าง ลิโอเนล เมสซี

หลังจบเกม ฮอสซัม ฮัสซัน โค้ชทีมชาติอียิปต์กล่าวว่า อียิปต์ "ได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม" และ "ได้เผชิญกับความอยุติธรรม"

ฮัสซันยังกล่าวหาว่ามีความลำเอียงเกิดขึ้นจากทางฝั่งฟีฟ่าด้วย

"บางทีพวกเขาอาจต้องการรักษาแชมป์โลกให้อยู่ในการแข่งขันต่อไป บางทีพวกเขาอาจต้องการให้เมสซีอยู่ในเส้นทางลุ้นแชมป์ต่อไป" เขากล่าว

แผนกกีฬาของบีบีซีพาสำรวจว่า ทฤษฎีสมคบคิดที่ว่าทุกอย่างถูกจัดฉากไว้เพื่อให้อาร์เจนตินาประสบความสำเร็จนั้นมีมูลความจริงหรือไม่

คำโต้แย้งของอียิปต์ฟังขึ้นหรือไม่

Hossam Hassan, head coach of Egypt, speaks to referee Francois Letexier during the FIFA World Cup 2026 last 16 match against Argentina

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ฮอสซัม ฮัสซัน โค้ชของทีมชาติอียิปต์ ถูกผู้ตัดสินแจกใบเหลืองจากการประท้วงหลังอาร์เจนตินาทำประตูชัยได้

เป็นเรื่องไม่ยากนักที่จะเข้าใจว่าทำไมทีมชาติอียิปต์ถึงรู้สึกหงุดหงิดอย่างมากหลังจากความพ่ายแพ้ 3-2 เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา

ทีมจากแอฟริกานำอยู่ 2-0 ในช่วง 11 นาทีสุดท้าย และจวนเจียนจะผ่านเข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

แต่ทุกอย่างกลับตาลปัตรเมื่ออาร์เจนตินาโหมบุกกลับมาพลิกสถานการณ์และทำประตูชัยได้ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ

อียิปต์กล่าวว่ามีบางอย่างที่น่าสงสัยเกิดขึ้น โดยพวกเขามองว่าการตกรอบครั้งนี้เกิดจาก "ความผิดพลาดอย่างร้ายแรงของผู้ตัดสิน" และ "ความสองมาตรฐาน" จากผู้ตัดสินชาวฝรั่งเศส ฟรองซัวส์ เลอเตกซิเยร์ และทีมงานของเขา

ทีมชาติอียิปต์มีลูกยิงหนึ่งประตูที่ถูกริบคืนหลังจากมีการใช้ระบบผู้ช่วยผู้ตัดสินวิดีโอ หรือ วีเออาร์ (video assistant referee - VAR) เข้ามาตรวจสอบ

พวกเขายังอ้างด้วยว่าประตูชัยของอาร์เจนตินาควรจะเป็นโมฆะ และอียิปต์ควรได้รับลูกจุดโทษแทน

ประตูที่สวยงามของ มอสตาฟา ซิโก ถูกริบคืนหลังจาก มาร์วาน อัตเทีย ถูกลงโทษในจังหวะเหยียบเท้าของ ลิซานโดร มาร์ติเนซ ในช่วงเริ่มต้นของการทำเกมบุก

จังหวะนั้นเป็นที่ถกเถียงกัน แต่ในตอนนั้นอียิปต์นำอยู่ 1-0 และสามารถทำประตูที่สองได้ในอีก 9 นาทีต่อมา คุณไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเกมจะเปลี่ยนทิศทางไปอย่างไรหากประตูของ ซิโก ไม่ถูกริบคืน

อียิปต์เชื่อว่ามีจังหวะที่พวกเขาน่าจะได้จุดโทษถึงสองครั้งก่อนที่ เอ็นโซ เฟอร์นานเดซ จะโหม่งทำประตูชัยให้อาร์เจนตินา

ฮัมดี ฟาธี ล้มลงโดยอ้างว่าเขาถูก อเล็กซิส แม็คอัลลิสเตอร์ เหนี่ยวตัวไว้ ซึ่งไม่สามารถยืนยันได้ชัดเจนจากภาพรีเพลย์ ในขณะที่ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ รู้สึกว่าเขาถูก ฮูเลียน อัลวาเรซ ขัดขา

เหตุการณ์ที่เกิดกับ ลิซานโดร มาร์ติเนซ และที่เกิดกับ ซาลาห์ มีความคล้ายคลึงกันในแง่ที่มีการสัมผัสเท้ากัน แต่ยังไม่รุนแรงพอที่จะถือเป็นจุดโทษ

อียิปต์มีโอกาสสูงกว่าที่จะไม่เสียประตูหาก ซาลาห์ อยู่นอกเขตโทษ เพราะวีเออาร์คงจะบอกว่านี่เป็นการฟาวล์เช่นเดียวกับจังหวะของมาร์ติเนซ แทนที่จะเป็นการพิจารณาว่าจะให้จุดโทษหรือไม่

ทั้งหมดนี้เป็นที่ถกเถียงกันได้หรือไม่ ? แน่นอนว่าเป็นเช่นนั้น แต่สิ่งนี้ไม่ใช่หลักฐานยืนยันถึงการสมคบคิดเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับเมสซีเลย

ฝรั่งเศสจะต้องเผชิญกับทีมผู้ตัดสินชาวอาร์เจนตินาทั้งชุด

ลองพิจารณาการแต่งตั้งทีมงานผู้ตัดสินสำหรับเกมรอบก่อนรองชนะเลิศระหว่างฝรั่งเศสกับโมร็อกโกในวันพฤหัสบดีนี้

นี่เป็นครั้งแรกในฟุตบอลโลกครั้งนี้ที่ทีมงานผู้ตัดสินในสนามทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นผู้ตัดสินหลัก ผู้ช่วยผู้ตัดสินทั้งสองคน ผู้ตัดสินที่สี่ และผู้ตัดสินสำรอง ล้วนมาจากชาติเดียวกัน ซึ่งประเทศนั้นก็คือ อาร์เจนตินา

ในการทำหน้าที่สองนัดก่อนหน้านี้ของ ฟากุนโด เตโย ผู้ตัดสินที่สี่และผู้ตัดสินสำรองมาจากซาอุดีอาระเบียและโคลอมเบียตามลำดับ

นั่นทำให้เกิดคำอธิบายว่าอาร์เจนตินาย่อมต้องการให้ฝรั่งเศสตกรอบไป เพราะฝรั่งเศสถือเป็นทีมเต็งแชมป์ของรายการนี้

นี่จะเป็นหนึ่งในเกมที่ใหญ่ที่สุดในอาชีพของ เตโย ซึ่งเป็นเกมรอบก่อนรองชนะเลิศฟุตบอลโลกครั้งที่สองติดต่อกันของเขา ผู้ตัดสินระดับแนวหน้าเช่นนี้ย่อมไม่ทำหน้าที่โดยปราศจากความซื่อสัตย์สุจริตอย่างถึงที่สุดแน่นอน

แต่ในเรื่องของ "ภาพลักษณ์" นั้นก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน และการแต่งตั้งทีมงานผู้ตัดสินชาวอาร์เจนตินาให้มาทำหน้าที่ในเกมที่ฝรั่งเศสลงเล่นในรอบก่อนรองชนะเลิศนั้น ดูแล้วไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไรนัก

เมสซีรอดพ้นจากใบแดงและทำประตูเพิ่มได้อีก 5 ลูก

Argentina's Lionel Messi catches Aissa Mandi of Algeria on the back of his calf during the FIFA World Cup 2026 Group J match

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ลิโอเนล เมสซี รอดพ้นจากการตรวจสอบของวีเออาร์ในจังหวะการเข้าปะทะลักษณะเดียวกันกับที่ทำให้ โฟลาริน บาโลกัน ถูกใบแดงไล่ออกจากสนาม

หากลองย้อนกลับไปดูเหตุการณ์ในช่วงต้นของการแข่งขันและจังหวะที่ ลิโอเนล เมสซี เสี่ยงต่อการโดนใบแดง ในตอนนั้นเมสซีไม่ได้รับแม้กระทั่งใบเหลืองจากการเข้าปะทะใส่ ไอซา มานดี กัปตันทีมชาติแอลจีเรีย

ต่อมาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ได้เกิดเหตุการณ์ที่เป็นประเด็นร้อนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในฟุตบอลโลกครั้งนี้

โฟลาริน บาโลกัน ของสหรัฐฯ ถูกใบแดงไล่ออกจากสนามหลังมีการตรวจสอบผ่านวีเออาร์ในเกมที่พบกับบอสเนีย ซึ่งมีลักษณะการเข้าปะทะที่คล้ายคลึงกับกรณีของเมสซี นั่นคือทั้งคู่สัมผัสโดนบริเวณน่องส่วนบนของคู่แข่ง

เชื่อกันว่าทีมชาติสหรัฐอเมริกาได้ยกกรณีของเมสซีขึ้นมาอ้างในตอนที่พยายามยื่นอุทธรณ์เพื่อยกเลิกโทษแบนของบาโลกัน

หากเมสซีถูกไล่ออกในตอนนั้น เขาจะไม่ได้ทำสองประตูในเกมที่พบกับแอลจีเรีย และไม่ได้ทำอีกสองประตูในเกมพบกับออสเตรีย เพราะเขาจะต้องติดโทษแบน เว้นแต่ว่าฟีฟ่าจะตัดสินใจใช้กฎข้อที่ 27 ของระเบียบวินัยฟีฟ่า เช่นเดียวกับกรณีของบาโลกัน

นอกจากนี้ เมสซีก็จะไม่ได้ลงเล่นในเกมนัดสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่มที่พบกับจอร์แดน ซึ่งเขาสามารถทำประตูได้อีกเช่นกัน

ทั้งหมดนั้นคือ 5 จาก 8 ประตูที่เขายิงได้ในทัวร์นาเมนต์นี้

นี่ถือเป็นการได้รับการปฏิบัติแบบมีสิทธิพิเศษสำหรับเมสซีหรือไม่ ?

ประธานฟีฟ่าทำให้เมสซีได้ลงเล่นในการแข่งขันอื่นในอดีต

Lionel Messi shakes hands with Gianni Infantino, the president of Fifa, before the Copa America group A match between Canada and Argentina

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ลิโอเนล เมสซี ทำไปแล้ว 8 ประตูในฟุตบอลโลกครั้งนี้ และตอนนี้เขากลายเป็นผู้ทำประตูสูงสุดตลอดกาลของรายการนี้ที่ 21 ประตู

จานนี อินฟานติโน ประธานสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ดูเหมือนจะชื่นชอบการมีเมสซีอยู่ในทัวร์นาเมนต์ของเขา

ลองดูการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรโลกครั้งแรก ที่จัดขึ้นเมื่อปีที่แล้วในสหรัฐอเมริกา ต้องรอกันอยู่พักหนึ่งก่อนที่จะมีการยืนยันว่าทีมใดจากประเทศเจ้าภาพจะได้เข้าร่วมการแข่งขัน

แน่นอนว่าก็น่าจะเป็นแชมป์ปี 2025 ของลีกฟุตบอลสหรัฐฯ ไม่ใช่หรือ ? เพราะท้ายที่สุดแล้ว นี่คือทัวร์นาเมนต์สำหรับทีมที่ดีที่สุดซึ่งตัดสินจากผลงานที่ชัดเจน

แต่มันกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น

อินเตอร์ ไมอามี เป็นผู้คว้าแชมป์ MLS Supporters' Shield ประจำปี 2024 ซึ่งเป็นรางวัลที่มอบให้กับทีมที่มีคะแนนรวมสูงสุดในลีก

แต่ทีมที่ได้ครองตำแหน่งแชมป์อย่างเป็นทางการจากการชนะรอบเพลย์ออฟคือ แอลเอ กาแล็กซี

กระนั้น อินเตอร์ ไมอามี กลับถูกเลือกให้เข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรโลก

นั่นทำให้เมสซีได้ลงเล่นในเกมนัดเปิดสนามที่สนามฮาร์ดร็อก สเตเดียม ของอินเตอร์ ไมอามี ในการพบกับ อัล อาห์ลี

สายการแข่งขันฟุตบอลโลกเอื้อประโยชน์ต่ออาร์เจนตินา

ฟีฟ่าได้ทำการปรับเปลี่ยนเล็กน้อยแต่มีนัยสำคัญในการจับสลากฟุตบอลโลกเมื่อเดือน ธ.ค. ที่ผ่านมา โดย 4 ชาติที่มีอันดับโลกของฟีฟ่าสูงสุด ซึ่งได้แก่ ฝรั่งเศส, อาร์เจนตินา, สเปน และอังกฤษ ถูกจับแยกให้อยู่คนละสายในรอบก่อนรองชนะเลิศ

หากทีมเหล่านี้สามารถเป็นแชมป์กลุ่มของตัวเองได้ ซึ่งพวกเขาทำได้สำเร็จ ก็หมายความว่าทีมเหล่านี้จะไม่สามารถโคจรมาพบกันได้จนกว่าจะถึงรอบรองชนะเลิศ

ฝรั่งเศสและสเปนถูกจัดให้อยู่ในสายเดียวกันและมีแนวโน้มที่จะพบกันในรอบรองชนะเลิศ ในขณะที่อาร์เจนตินาและอังกฤษอยู่ในอีกสายหนึ่ง

แนวคิดนี้มีไว้เพื่อจำกัดโอกาสที่จะเกิดคู่บิ๊กแมตช์ในช่วงต้นของทัวร์นาเมนต์

แต่ในขณะเดียวกัน ก็ขึ้นอยู่กับว่าผลการแข่งขันในกลุ่มต่าง ๆ จะจบลงอย่างไรด้วย วิธีนี้เอื้อประโยชน์ให้กับประเทศเหล่านั้นด้วย เนื่องจากพวกเขาจะเจอกับเส้นทางที่ง่ายกว่า

ในรอบน็อกเอาต์สองรอบแรก มีเพียงแค่สองคู่เท่านั้นที่เป็นการพบกันของทีมท็อป 10 ของโลก คือ เนเธอร์แลนด์พบโมร็อกโก และ สเปนพบโปรตุเกส

ดูเหมือนว่าอาร์เจนตินาจะมีเส้นทางที่ง่ายที่สุด แม้ว่าพวกเขาจะเฉือนชนะเคปเวิร์ด (อันดับ 67 ของโลก) และอียิปต์ (อันดับ 29 ของโลก) มาได้ด้วยสกอร์ 3-2 ก็ตาม และในรอบก่อนรองชนะเลิศ พวกเขาต้องพบกับสวิตเซอร์แลนด์ (อันดับ 19 ของโลก)

ส่วนอังกฤษจะไม่ต้องเผชิญกับทีมในท็อป 10 เลยจนกว่าจะมาพบกับอาร์เจนตินาในรอบรองชนะเลิศที่อาจเกิดขึ้นได้ ถึงแม้พวกเขาจะต้องเอาชนะเม็กซิโก (อันดับ 14) มาได้ที่สนามอัซเตกา

ในขณะที่สเปนเอาชนะโปรตุเกส (อันดับ 5 ของโลก) ไปแล้ว และกำลังจะเล่นกับเบลเยียม (อันดับ 9 ของโลก) ส่วนฝรั่งเศสต้องพบกับโมร็อกโก (อันดับ 7 ของโลก) ในรอบก่อนรองชนะเลิศ

ดังนั้น อาร์เจนตินาจึงเป็นทีมที่ได้รับประโยชน์จากเส้นทางนี้มากที่สุด

ผู้ตัดสินแจกใบเหลืองให้อาร์เจนตินาน้อยกว่าทีมอื่นจริงหรือไม่

การลงเล่นในรอบก่อนรองชนะเลิศมาพร้อมกับความเสี่ยง โดยมีนักเตะถึง 17 คนที่หากได้รับใบเหลืองเพิ่มจะถูกแบนห้ามลงเล่นในรอบรองชนะเลิศทันที

แต่สำหรับอาร์เจนตินาแล้วมีความเสี่ยงน้อยกว่า เพราะมีเพียง กอนซาโล มอนเทียล คนเดียวเท่านั้นที่เสี่ยงจะพลาดเกมรอบ 4 ทีมสุดท้ายหากต้องเจอกับอังกฤษหรือนอร์เวย์

ในขณะที่ โธมัส ทูเคิล โค้ชทีมชาติอังกฤษ มีนักเตะที่ติดใบเหลืองอยู่แล้วถึง 4 คน ซึ่งรวมถึงนักเตะคนสำคัญอย่าง จู๊ด เบลลิงแฮม และ เดแคลน ไรซ์ ด้วย

ส่วนนอร์เวย์ ซึ่งเป็นทีมที่ได้รับใบเหลืองน้อยที่สุด มีเพียง อันโตนิโอ นูซา คนเดียวเท่านั้นที่ติดใบเหลืองอยู่

หากต้องการประเมินเรื่องนี้ คุณต้องพิจารณาด้วยว่าแต่ละทีมนั้นเล่น "สกปรก" แค่ไหน จำนวนใบเหลืองสอดคล้องกับจำนวนครั้งที่ทำฟาวล์หรือไม่ ?

อาร์เจนตินาได้รับใบเหลืองทุก ๆ 19.7 ครั้งที่ทำฟาวล์

มีเพียง 3 ทีมเท่านั้น คือ สาธารณรัฐเช็ก (37.0), นอร์เวย์ (24.0) และตูนิเซีย (27.0) ที่มีอัตราส่วนการได้รับใบเหลืองต่อการทำฟาวล์สูงกว่าอาร์เจนตินา

ในบรรดาทีมที่ยังอยู่ในการแข่งขัน อังกฤษถือว่าได้รับการตัดสินที่เข้มงวดที่สุด โดยได้รับใบเหลืองทุก ๆ 7.7 ครั้งที่ทำฟาวล์

ทั้งที่อาร์เจนตินาทำฟาวล์บ่อยกว่าอังกฤษ แต่กลับได้รับใบเหลืองน้อยกว่าถึงครึ่งหนึ่ง

สิ่งนี้อาจบ่งชี้ได้ว่า อาร์เจนตินาได้รับการปฏิบัติที่ผ่อนปรนกว่าเมื่อเทียบกับจำนวนครั้งที่พวกเขาทำฟาวล์

อาร์เจนตินายังคงได้รับลูกจุดโทษอย่างต่อเนื่อง

เมื่อตอนที่อาร์เจนตินาคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกในปี 2022 พวกเขาได้สร้างสถิติใหม่ขึ้นมาด้วย

การได้รับลูกจุดโทษถึง 5 ครั้ง เป็นจำนวนที่มากที่สุดที่ทีมใดทีมหนึ่งเคยได้รับในทัวร์นาเมนต์เดียว

และในปี 2026 นี้ พวกเขาก็ยังคงเป็นผู้นำในสถิตินี้ด้วยการได้รับลูกจุดโทษไปแล้ว 3 ครั้ง แม้ว่าเมสซีจะพลาดการยิงไปถึง 2 ครั้ง ในนัดที่พบกับออสเตรียและอียิปต์ก็ตาม

ในขณะที่ทีมชาติอังกฤษและสวิตเซอร์แลนด์ได้รับลูกจุดโทษไปทีมละ 2 ครั้ง ส่วนเบลเยียม, ฝรั่งเศส และนอร์เวย์ ได้รับทีมละ 1 ครั้ง