การเข้าสังคมช่วยลับสมองให้เฉียบคม – ฟื้นฟูจิตใจให้แจ่มใสขึ้น

    • Author, ซาราห์ เบลล์
    • Role, ผู้สื่อข่าวสุขภาพ บีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส
  • เวลาอ่าน: 10 นาที

คุณทราบหรือไม่ว่า การเข้าสังคมและใช้เวลาร่วมกับผู้อื่น ถือเป็นเรื่องสำคัญใหญ่หลวงต่อสุขภาพของคนเรา พอ ๆ กับการออกกำลังกายและกินอาหารให้ถูกหลักโภชนาการเลยทีเดียว

แม้การเข้าสังคมจะดูเหมือนเป็นเรื่องของความชอบส่วนบุคคล ที่อาจจะไม่ได้มีความจำเป็นต่อชีวิตของมนุษย์ยุคใหม่เท่าไรนัก แต่ดร.เบ็น เรน นักประสาทวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกันบอกว่า การร่วมวงพูดคุยและทำกิจกรรมกลุ่มร่วมกับผู้อื่น กลับช่วยส่งเสริมสุขภาพกายและจิตได้ดีอย่างคาดไม่ถึง

"เมื่อเราติดต่อพูดคุยและเชื่อมสัมพันธ์กับคนอื่น ๆ โดยทั่วไปแล้วคนส่วนใหญ่มักจะรู้สึกดีขึ้นกว่าเดิม นั่นเป็นเพราะเรามีระบบการให้รางวัลทางสังคม (social reward system) อยู่หลายระบบในสมอง ซึ่งจะทำให้เรารู้สึกดีและมีความสุข" ดร.เรนกล่าวอธิบายกับบีบีซี

เมื่อมนุษย์เข้าสังคม ร่างกายจะถูกกระตุ้นให้มีการหลั่งสารสื่อประสาท 3 ชนิด ได้แก่ออกซิโทซิน (Oxytocin), โดพามีน (Dopamine), และเซโรโทนิน (Serotonin) โดยกลไกอัตโนมัตินี้เกิดขึ้นจากวิวัฒนาการของมนุษย์ในยุคบรรพกาล ซึ่งการอยู่รวมกันเป็นกลุ่มสำคัญต่อความอยู่รอดของมนุษยชาติอย่างยิ่ง

"เราควรฉวยโอกาสนี้ไว้อย่างจริงจัง เพื่อยกระดับกลไกทางชีวภาพของเรา ด้วยการผูกสัมพันธ์กับผู้อื่น" ดร.เรนกล่าว เขาได้นำเสนอแนวคิดนี้ไว้ในหนังสือ "ทำไมสมองถึงต้องการเพื่อน: ประสาทวิทยาศาสตร์ของสายสัมพันธ์ทางสังคม" (Why Brains Need Friends: The Neuroscience of Social Connection)

บทบาทของออกซิโทซินคือตัวอย่างที่ดีสำหรับประเด็นนี้ เพราะมันได้รับฉายาว่า "ฮอร์โมนแห่งความรัก" และวงการแพทย์ถือว่ามันเป็นยารักษาโรคหัวใจตามธรรมชาติ "มีหลักฐานจากงานวิจัยที่ชี้ว่า ออกซิโทซินสามารถลดการอักเสบ, ปกป้องระบบประสาท, สนับสนุนการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน, ส่งเสริมการเจริญเติบโตของกระดูก, ทั้งยังช่วยลดระดับความเครียดทางสังคมได้อีกด้วย" ดร.เรนกล่าว

ออกซิโทซินยังมีบทบาทสำคัญในวิวัฒนาการของมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการรับประกันว่า เผ่าพันธุ์ของเราจะมีการสืบเชื้อสายต่อไปอย่างไม่สิ้นสุด เนื่องจากออกซิโทซินจะถูกหลั่งออกมาในปริมาณสูงสุด ระหว่างที่มนุษย์เกิดการผูกสัมพันธ์สองแบบ หนึ่งคือความสัมพันธ์แบบโรแมนติกฉันคู่รัก ซึ่งออกซิโทซินจะทำให้เรารักคู่ครองและต้องการจะมีเพศสัมพันธ์ด้วย ส่วนความสัมพันธ์แบบที่สองคือสายใยพ่อแม่ลูก ซึ่งออกซิโทซินจะทำให้พ่อแม่รักลูกอย่างปราศจากเงื่อนไข และคอยเฝ้าดูแลลูกตลอดเวลา

"มันสมเหตุสมผลทีเดียวที่จะสรุปว่า ออกซิโทซินสามารถปกป้องคุ้มครองร่างกายของคนเราได้ด้วย เพราะการมีสุขภาพแข็งแรงจะช่วยให้เรายืนหยัดเลี้ยงดูลูกหลานได้ไหว" ดร.เรน ซึ่งสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัย SUNY Buffalo ในรัฐนิวยอร์กกล่าว

เหตุใดการอยู่ลำพังโดดเดี่ยวไม่ดีต่อตัวเรา

ปัจจุบันมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์จำนวนมากที่ยืนยันว่า การแยกตัวอยู่ตามลำพังโดดเดี่ยว ส่งผลลบทางจิตวิทยาได้อย่างมหาศาลเกินคาด โดยความรู้สึกอ้างว้างเพราะไม่ได้พบปะพูดจากับผู้คน สามารถทำให้ผู้นั้นมีความเสี่ยงต่อโรคซึมเศร้า, วิตกกังวล, และการฆ่าตัวตายสูงขึ้นได้ ทั้งยังรู้สึกเครียดกดดันได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

ส่วนการเก็บตัวอยู่ตามลำพังแบบอินโทรเวิร์ต (introvert) อย่างสุดขั้ว โดยแทบจะไม่มีการติดต่อกับผู้อื่นเลยนั้น เพิ่มความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตของบุคคลดังกล่าวให้สูงขึ้นมาก รายงานวิจัยบางชิ้นถึงกับชี้ว่า ความอ้างว้างโดดเดี่ยวมีความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับการตายในทุกสาเหตุ โดยเพิ่มความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตให้สูงขึ้นได้ถึง 32%

แม้การแยกตัวอยู่โดดเดี่ยวจะไม่ฆ่าคุณในทันที แต่ดร.เรนบอกว่า มันสามารถกระตุ้นให้เกิดการอักเสบทั่วร่างกาย ซึ่งจะไปเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ, โรคเบาหวาน, และโรคสมองเสื่อมได้ เพราะความอ้างว้างหงอยเหงาจะไปกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนเครียดหรือคอร์ติซอล (Cortisol) เพิ่ม จนเสี่ยงต่อการอักเสบเรื้อรังที่จะไปทำลายเนื้อเยื่อสุขภาพดี และก่อโรคร้ายแรงต่าง ๆ ดังที่กล่าวมา

"การกระตุ้นให้ร่างกายมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อความเครียดในระยะยาว ทำให้สมองและเนื้อเยื่อต่าง ๆ เหนื่อยล้า นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบทางชีวภาพ โดยนำไปสู่ภาวะอักเสบเรื้อรังในที่สุด" ดร.เรนกล่าว

ทำไมคนยุคใหม่เข้าสังคมน้อยลง

มาถึงตรงนี้หลายคนอาจมีคำถามว่า หากการเข้าสังคมทำให้เรารู้สึกดีขึ้นจริง ๆ แล้ว เหตุใดคนสมัยใหม่ส่วนใหญ่จึงไม่ค่อยอยากจะเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมกันบ่อยนัก ซึ่งเรื่องนี้ดร.เรน ให้คำตอบว่า นั่นเป็นเพราะเราอยู่ใน "โลกหลังยุคแห่งการมีปฏิสัมพันธ์" (post-interaction world)

ส่วนสาเหตุที่ทำให้มนุษยชาติเดินมาถึงจุดนี้ ดร.เรนบอกว่าคือ "การทำให้ทุกสิ่งเป็นระบบอัตโนมัติ" ซึ่งความเป็นสมัยใหม่ทำให้สิ่งต่าง ๆ ที่เคยชักนำคนเราให้มาพบหน้ากัน มีอันต้องล้มหายตายจากและสาบสูญไปจากชีวิตประจำวัน ตัวอย่างเช่นการใช้งานเครื่องคิดเงินอัตโนมัติด้วยตนเองที่ซูเปอร์มาร์เก็ต "สมัยนี้คุณไม่ต้องพูดจาอะไรกับพนักงานขายหรือแคชเชียร์แล้ว หรือคุณอาจจะเลือกซื้อของกินของใช้ โดยสั่งมาทางออนไลน์ก็ได้"

การถูกบังคับให้ต้องแยกตัวอยู่โดดเดี่ยวแบบสุดขั้ว อย่างเช่นที่เกิดขึ้นกับคนทั่วโลกระหว่างการระบาดใหญ่ของโรคโควิด-19 ส่งผลกระทบใหญ่หลวงยิ่งกว่าที่เคยคาดการณ์เอาไว้ เพราะมันทำให้ผู้คนมองหาการมีปฏิสัมพันธ์น้อยลง แม้การระบาดจะได้สิ้นสุดลงไปแล้ว "อันที่จริงความต้องการของคนเราในยุคหลังโควิด ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเลย เรายังคงต้องการปฏิสัมพันธ์และการผูกสัมพันธ์กับผู้อื่นอย่างมาก เหมือนกับที่เคยเป็นมา" ดร.เรนกล่าว

การระบาดของโรคโควิดได้เร่งอัตราการสื่อสารทางออนไลน์ให้เพิ่มสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด ทว่าการติดต่อพูดคุยกับผู้อื่นผ่านสื่อสังคมออนไลน์แต่เพียงช่องทางเดียว ยังคงเสี่ยงต่อการเกิดโรคซึมเศร้าและวิตกกังวลได้ ในระดับที่สูงพอ ๆ กับการเก็บตัวไม่พูดคุยกับใครหรือพบหน้าใครเลย ซึ่งดร.เรนบอกว่า นั่นเป็นเพราะไม่ได้เกิดการพบปะหรือเชื่อมสัมพันธ์ทางกายภาพ

แม้การสื่อสารในโลกเสมือนจะสะดวกสบายอย่างยิ่ง แต่มันไม่อาจจะทำให้สมองรู้สึกพึงพอใจได้ เพราะมนุษย์เรามีวิวัฒนาการมาให้ต้องมีปฏิสัมพันธ์กันแบบตัวต่อตัว "มันคืออาหารขยะสำหรับสมองส่วนที่ควบคุมทักษะทางสังคม" ดร.เรนกล่าว "มันง่าย มันสะดวก แต่ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงพอ ที่จะมาทดแทนการติดต่อสื่อสารแบบพบหน้ากันจริง ๆ ได้ และนั่นคือเหตุผลว่า ทำไมพวกเราจึงกำลังตกหลุมความผิดพลาด ที่ชื่อว่าการกักตัวและแยกตัวโดดเดี่ยวนี้"

ดร.เรนแนะนำว่า ให้พยายามเพิ่มปฏิสัมพันธ์แบบพบหน้ากันตัวต่อตัวกับเพื่อนมนุษย์ให้มากขึ้น โดยทำให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ "หากคุณกำลังจะส่งข้อความตัวอักษรถึงใครสักคน ให้เปลี่ยนมาเป็นโทรศัพท์ไปหาเขาแทน และหากคุณสามารถจะโทรศัพท์ติดต่อกับผู้อื่นได้ ให้ลองเปลี่ยนมาเป็นวิดีโอคอลที่เห็นหน้าเห็นตากัน ซึ่งหากคุณไปถึงขั้นนั้นแล้ว ให้พยายามนัดเขาออกมาพบกันแบบตัวต่อตัว"

"เมื่อใดก็ตามที่คุณสามารถกู้คืนความละเอียดอ่อน และความลึกซึ้งในปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลได้ ก็ยิ่งมีแนวโน้มว่ามันจะเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพสมองของคุณมากยิ่งขึ้น"

แล้วชาวอินโทรเวิร์ตจะทำอย่างไรดี ?

บุคลิกภาพของเราทุกคน ล้วนตั้งอยู่บนจุดใดจุดหนึ่งของแถบแห่งความต่อเนื่องหรือ "สเปกตรัม" ระหว่างการเป็นพวกเก็บตัวหรืออินโทรเวิร์ต (Introvert) และการเป็นพวกชอบเปิดเผยตัวเข้าสังคมหรือเอ็กซ์โทรเวิร์ต (Extrovert) ซึ่งดร.เรนแนะนำให้เราลองค้นหาว่า การมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมระดับใดที่เหมาะกับตัวเราที่สุด

สำหรับคนจำพวกเอ็กซ์โทรเวิร์ตนั้น จะได้รับประโยชน์จากการเข้าสังคมมากกว่าคนที่ชอบเก็บตัวอยู่แต่เดิมแล้ว ยิ่งเข้าสังคมบ่อยครั้งขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งเหมือนต้นไม้ที่ถูกรดน้ำให้ชุ่มชื้นมากขึ้นเท่านั้น หากคนกลุ่มเอ็กซ์โทรเวิร์ตไม่ได้เข้าสังคมบ่อยครั้งเท่าที่ควร ก็จะเกิดผลเสียต่อสุขภาพกายและใจได้

แต่สำหรับคนจำพวกอินโทรเวิร์ต พวกเขากลับเหมือนกับต้นไม้ที่ไม่ชอบน้ำ และไม่ต้องการให้คนมารดน้ำบ่อย ๆ ดังนั้นการเข้าสังคมแบบนานทีปีหน เหมือนกับการรดน้ำต้นกระบองเพชรที่นาน ๆ ครั้งก็เพียงพอ จะเหมาะกับคนกลุ่มนี้มากกว่า แต่การบังคับให้พวกเขาต้องเข้าสังคมบ่อยเกินไป หรือปล่อยให้เก็บตัวเงียบเชียบแบบไม่ติดต่อพูดคุยกับใครเสียบ้างเลย จะเหมือนกับทำให้ต้นไม้ต้นนี้ขาดน้ำ หรือได้รับน้ำมากไปจนรากเน่า ซึ่งจะส่งผลเสียต่อสุขภาพกายและใจของชาวอินโทรเวิร์ตได้

ดร.เรนกล่าวสรุปว่า "เราจำเป็นต้องเติมเต็มความต้องการของสมอง โดยให้พอดีกับแต่ละบุคคล ซึ่งในขั้นแรกเราต้องเข้าใจถึงความต้องการของตนเองเสียก่อน"

เป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องทำความเข้าใจว่า การมีปฏิสัมพันธ์นั้นมีอยู่หลายระดับ ซึ่งทุกแบบก็ล้วนมีประโยชน์ทั้งสิ้น ดร.เรนเปรียบเทียบสิ่งนี้เหมือนกับสระน้ำ ซึ่งมีทั้งจุดที่ลึกและตื้นแตกต่างกันไป แม้เพียงการจุ่มเท้าลงในสระส่วนที่ตื้นที่สุด ซึ่งอาจเทียบได้กับการโบกไม้โบกมือทักทายเพื่อนบ้านจากระยะไกล ก็สามารถจะเพิ่มความสุขเล็ก ๆ ให้กับคุณได้แล้ว

คุณอาจจะลองลุยน้ำไปยังส่วนของสระที่ลึกลงไปอีก เช่นการพูดคุยกับคนแปลกหน้า ระหว่างต่อคิวรอจ่ายเงินที่ซูเปอร์มาร์เก็ต หรือลองพุ่งหลาวดำดิ่งลงไปยังจุดที่ลึกที่สุด เช่นพูดคุยเปิดอกกับเพื่อนสนิทถึงเรื่องที่มีความหมายกับพวกคุณอย่างยิ่ง

"คุณไม่จำเป็นต้องพยายามจะมีปฏิสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งทุกครั้ง อันที่จริงคุณเพียงต้องทำให้แน่ใจว่า ตัวเองไม่ได้ถอยออกไปอยู่นอกสระน้ำแห่งสายสัมพันธ์ทางสังคมแล้วเท่านั้น" ดร.เรนอธิบาย

การผูกสัมพันธ์ทางสังคมนั้น นอกจากจะทำให้สุขภาพกายและใจของแต่ละคนดีขึ้นแล้ว ดร.เรนยังมองว่า มันส่งผลสะเทือนใหญ่หลวงในทางบวกต่อโลกทั้งใบด้วย "ประโยชน์ของการสร้างสายใยทางสังคมมีอยู่มากมาย ทั้งทางชีวภาพ, จิตวิทยา, และวัฒนธรรม เพียงแค่เราทำดีต่อกันเท่านั้น มันน่าตกใจมากที่มนุษย์เราไม่พยายามจะใช้ประโยชน์จากมิตรภาพให้มากกว่านี้"