การเข้าสังคมช่วยลับสมองให้เฉียบคม – ฟื้นฟูจิตใจให้แจ่มใสขึ้น

Picture of four friends, leaning together and looking down at a camera which is looking up at them from the ground. They are all smiling. The two men have shorts, one has a tank top and neck scarf, the other a patterned shirt. One woman wears a denim playsuit, the other a green patterned long skirt and white crossover top. They are outdoors with a blue sky and scattered white clouds.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, สมองให้รางวัลเราด้วยการปลดปล่อยสารเคมีสร้างความสุข เมื่อเราเข้าสังคมและใช้เวลาพูดคุยทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่น
    • Author, ซาราห์ เบลล์
    • Role, ผู้สื่อข่าวสุขภาพ บีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส
  • เวลาอ่าน: 10 นาที

คุณทราบหรือไม่ว่า การเข้าสังคมและใช้เวลาร่วมกับผู้อื่น ถือเป็นเรื่องสำคัญใหญ่หลวงต่อสุขภาพของคนเรา พอ ๆ กับการออกกำลังกายและกินอาหารให้ถูกหลักโภชนาการเลยทีเดียว

แม้การเข้าสังคมจะดูเหมือนเป็นเรื่องของความชอบส่วนบุคคล ที่อาจจะไม่ได้มีความจำเป็นต่อชีวิตของมนุษย์ยุคใหม่เท่าไรนัก แต่ดร.เบ็น เรน นักประสาทวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกันบอกว่า การร่วมวงพูดคุยและทำกิจกรรมกลุ่มร่วมกับผู้อื่น กลับช่วยส่งเสริมสุขภาพกายและจิตได้ดีอย่างคาดไม่ถึง

"เมื่อเราติดต่อพูดคุยและเชื่อมสัมพันธ์กับคนอื่น ๆ โดยทั่วไปแล้วคนส่วนใหญ่มักจะรู้สึกดีขึ้นกว่าเดิม นั่นเป็นเพราะเรามีระบบการให้รางวัลทางสังคม (social reward system) อยู่หลายระบบในสมอง ซึ่งจะทำให้เรารู้สึกดีและมีความสุข" ดร.เรนกล่าวอธิบายกับบีบีซี

เมื่อมนุษย์เข้าสังคม ร่างกายจะถูกกระตุ้นให้มีการหลั่งสารสื่อประสาท 3 ชนิด ได้แก่ออกซิโทซิน (Oxytocin), โดพามีน (Dopamine), และเซโรโทนิน (Serotonin) โดยกลไกอัตโนมัตินี้เกิดขึ้นจากวิวัฒนาการของมนุษย์ในยุคบรรพกาล ซึ่งการอยู่รวมกันเป็นกลุ่มสำคัญต่อความอยู่รอดของมนุษยชาติอย่างยิ่ง

Graphic showing the three chemicals released when people socialise. Text reads: Oxytocin, the love hormone, it reduces stress and supports the immune system. Dopamine, the reward chemical, makes socialising feel good and boosts motivation. Serotonin, the mood booster, supports emotional balance and improves wellbeing.
คำบรรยายภาพ, แผนภาพที่อธิบายถึงสารเคมี 3 ชนิด ซึ่งสมองจะปลดปล่อยออกมาเมื่อคนเราเข้าสังคม 1) ออกซิโทซิน (Oxytocin) หรือฮอร์โมนแห่งความรัก ช่วยลดความเครียดและสนับสนุนการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน 2) โดพามีน (Dopamine) สารสื่อประสาทที่ให้รางวัลกับสมอง ทำให้คนเรารู้สึกดีเมื่อเข้าสังคมและเสริมสร้างแรงจูงใจ 3) เซโรโทนิน (Serotonin) ฮอร์โมนที่ทำให้อารมณ์ดี ช่วยสร้างสมดุลทางอารมณ์และเสริมสุขภาพ

"เราควรฉวยโอกาสนี้ไว้อย่างจริงจัง เพื่อยกระดับกลไกทางชีวภาพของเรา ด้วยการผูกสัมพันธ์กับผู้อื่น" ดร.เรนกล่าว เขาได้นำเสนอแนวคิดนี้ไว้ในหนังสือ "ทำไมสมองถึงต้องการเพื่อน: ประสาทวิทยาศาสตร์ของสายสัมพันธ์ทางสังคม" (Why Brains Need Friends: The Neuroscience of Social Connection)

บทบาทของออกซิโทซินคือตัวอย่างที่ดีสำหรับประเด็นนี้ เพราะมันได้รับฉายาว่า "ฮอร์โมนแห่งความรัก" และวงการแพทย์ถือว่ามันเป็นยารักษาโรคหัวใจตามธรรมชาติ "มีหลักฐานจากงานวิจัยที่ชี้ว่า ออกซิโทซินสามารถลดการอักเสบ, ปกป้องระบบประสาท, สนับสนุนการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน, ส่งเสริมการเจริญเติบโตของกระดูก, ทั้งยังช่วยลดระดับความเครียดทางสังคมได้อีกด้วย" ดร.เรนกล่าว

ออกซิโทซินยังมีบทบาทสำคัญในวิวัฒนาการของมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการรับประกันว่า เผ่าพันธุ์ของเราจะมีการสืบเชื้อสายต่อไปอย่างไม่สิ้นสุด เนื่องจากออกซิโทซินจะถูกหลั่งออกมาในปริมาณสูงสุด ระหว่างที่มนุษย์เกิดการผูกสัมพันธ์สองแบบ หนึ่งคือความสัมพันธ์แบบโรแมนติกฉันคู่รัก ซึ่งออกซิโทซินจะทำให้เรารักคู่ครองและต้องการจะมีเพศสัมพันธ์ด้วย ส่วนความสัมพันธ์แบบที่สองคือสายใยพ่อแม่ลูก ซึ่งออกซิโทซินจะทำให้พ่อแม่รักลูกอย่างปราศจากเงื่อนไข และคอยเฝ้าดูแลลูกตลอดเวลา

"มันสมเหตุสมผลทีเดียวที่จะสรุปว่า ออกซิโทซินสามารถปกป้องคุ้มครองร่างกายของคนเราได้ด้วย เพราะการมีสุขภาพแข็งแรงจะช่วยให้เรายืนหยัดเลี้ยงดูลูกหลานได้ไหว" ดร.เรน ซึ่งสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัย SUNY Buffalo ในรัฐนิวยอร์กกล่าว

เหตุใดการอยู่ลำพังโดดเดี่ยวไม่ดีต่อตัวเรา

ปัจจุบันมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์จำนวนมากที่ยืนยันว่า การแยกตัวอยู่ตามลำพังโดดเดี่ยว ส่งผลลบทางจิตวิทยาได้อย่างมหาศาลเกินคาด โดยความรู้สึกอ้างว้างเพราะไม่ได้พบปะพูดจากับผู้คน สามารถทำให้ผู้นั้นมีความเสี่ยงต่อโรคซึมเศร้า, วิตกกังวล, และการฆ่าตัวตายสูงขึ้นได้ ทั้งยังรู้สึกเครียดกดดันได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

ส่วนการเก็บตัวอยู่ตามลำพังแบบอินโทรเวิร์ต (introvert) อย่างสุดขั้ว โดยแทบจะไม่มีการติดต่อกับผู้อื่นเลยนั้น เพิ่มความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตของบุคคลดังกล่าวให้สูงขึ้นมาก รายงานวิจัยบางชิ้นถึงกับชี้ว่า ความอ้างว้างโดดเดี่ยวมีความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับการตายในทุกสาเหตุ โดยเพิ่มความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตให้สูงขึ้นได้ถึง 32%

แม้การแยกตัวอยู่โดดเดี่ยวจะไม่ฆ่าคุณในทันที แต่ดร.เรนบอกว่า มันสามารถกระตุ้นให้เกิดการอักเสบทั่วร่างกาย ซึ่งจะไปเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ, โรคเบาหวาน, และโรคสมองเสื่อมได้ เพราะความอ้างว้างหงอยเหงาจะไปกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนเครียดหรือคอร์ติซอล (Cortisol) เพิ่ม จนเสี่ยงต่อการอักเสบเรื้อรังที่จะไปทำลายเนื้อเยื่อสุขภาพดี และก่อโรคร้ายแรงต่าง ๆ ดังที่กล่าวมา

"การกระตุ้นให้ร่างกายมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อความเครียดในระยะยาว ทำให้สมองและเนื้อเยื่อต่าง ๆ เหนื่อยล้า นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบทางชีวภาพ โดยนำไปสู่ภาวะอักเสบเรื้อรังในที่สุด" ดร.เรนกล่าว

ทำไมคนยุคใหม่เข้าสังคมน้อยลง

มาถึงตรงนี้หลายคนอาจมีคำถามว่า หากการเข้าสังคมทำให้เรารู้สึกดีขึ้นจริง ๆ แล้ว เหตุใดคนสมัยใหม่ส่วนใหญ่จึงไม่ค่อยอยากจะเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมกันบ่อยนัก ซึ่งเรื่องนี้ดร.เรน ให้คำตอบว่า นั่นเป็นเพราะเราอยู่ใน "โลกหลังยุคแห่งการมีปฏิสัมพันธ์" (post-interaction world)

ส่วนสาเหตุที่ทำให้มนุษยชาติเดินมาถึงจุดนี้ ดร.เรนบอกว่าคือ "การทำให้ทุกสิ่งเป็นระบบอัตโนมัติ" ซึ่งความเป็นสมัยใหม่ทำให้สิ่งต่าง ๆ ที่เคยชักนำคนเราให้มาพบหน้ากัน มีอันต้องล้มหายตายจากและสาบสูญไปจากชีวิตประจำวัน ตัวอย่างเช่นการใช้งานเครื่องคิดเงินอัตโนมัติด้วยตนเองที่ซูเปอร์มาร์เก็ต "สมัยนี้คุณไม่ต้องพูดจาอะไรกับพนักงานขายหรือแคชเชียร์แล้ว หรือคุณอาจจะเลือกซื้อของกินของใช้ โดยสั่งมาทางออนไลน์ก็ได้"

การถูกบังคับให้ต้องแยกตัวอยู่โดดเดี่ยวแบบสุดขั้ว อย่างเช่นที่เกิดขึ้นกับคนทั่วโลกระหว่างการระบาดใหญ่ของโรคโควิด-19 ส่งผลกระทบใหญ่หลวงยิ่งกว่าที่เคยคาดการณ์เอาไว้ เพราะมันทำให้ผู้คนมองหาการมีปฏิสัมพันธ์น้อยลง แม้การระบาดจะได้สิ้นสุดลงไปแล้ว "อันที่จริงความต้องการของคนเราในยุคหลังโควิด ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเลย เรายังคงต้องการปฏิสัมพันธ์และการผูกสัมพันธ์กับผู้อื่นอย่างมาก เหมือนกับที่เคยเป็นมา" ดร.เรนกล่าว

Headshot of Ben Rein. He has short light brown hair and a brown beard. He is pictured indoors, in a white lab coat and a blue and white checked shirt.

ที่มาของภาพ, Elena Zhukova

คำบรรยายภาพ, ดร.เบ็น เรน นักประสาทวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกันบอกว่า การสื่อสารทางออนไลน์นั้นเหมือนกับ "อาหารขยะสำหรับสมองส่วนที่ควบคุมทักษะทางสังคม"

การระบาดของโรคโควิดได้เร่งอัตราการสื่อสารทางออนไลน์ให้เพิ่มสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด ทว่าการติดต่อพูดคุยกับผู้อื่นผ่านสื่อสังคมออนไลน์แต่เพียงช่องทางเดียว ยังคงเสี่ยงต่อการเกิดโรคซึมเศร้าและวิตกกังวลได้ ในระดับที่สูงพอ ๆ กับการเก็บตัวไม่พูดคุยกับใครหรือพบหน้าใครเลย ซึ่งดร.เรนบอกว่า นั่นเป็นเพราะไม่ได้เกิดการพบปะหรือเชื่อมสัมพันธ์ทางกายภาพ

แม้การสื่อสารในโลกเสมือนจะสะดวกสบายอย่างยิ่ง แต่มันไม่อาจจะทำให้สมองรู้สึกพึงพอใจได้ เพราะมนุษย์เรามีวิวัฒนาการมาให้ต้องมีปฏิสัมพันธ์กันแบบตัวต่อตัว "มันคืออาหารขยะสำหรับสมองส่วนที่ควบคุมทักษะทางสังคม" ดร.เรนกล่าว "มันง่าย มันสะดวก แต่ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงพอ ที่จะมาทดแทนการติดต่อสื่อสารแบบพบหน้ากันจริง ๆ ได้ และนั่นคือเหตุผลว่า ทำไมพวกเราจึงกำลังตกหลุมความผิดพลาด ที่ชื่อว่าการกักตัวและแยกตัวโดดเดี่ยวนี้"

ดร.เรนแนะนำว่า ให้พยายามเพิ่มปฏิสัมพันธ์แบบพบหน้ากันตัวต่อตัวกับเพื่อนมนุษย์ให้มากขึ้น โดยทำให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ "หากคุณกำลังจะส่งข้อความตัวอักษรถึงใครสักคน ให้เปลี่ยนมาเป็นโทรศัพท์ไปหาเขาแทน และหากคุณสามารถจะโทรศัพท์ติดต่อกับผู้อื่นได้ ให้ลองเปลี่ยนมาเป็นวิดีโอคอลที่เห็นหน้าเห็นตากัน ซึ่งหากคุณไปถึงขั้นนั้นแล้ว ให้พยายามนัดเขาออกมาพบกันแบบตัวต่อตัว"

"เมื่อใดก็ตามที่คุณสามารถกู้คืนความละเอียดอ่อน และความลึกซึ้งในปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลได้ ก็ยิ่งมีแนวโน้มว่ามันจะเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพสมองของคุณมากยิ่งขึ้น"

แล้วชาวอินโทรเวิร์ตจะทำอย่างไรดี ?

บุคลิกภาพของเราทุกคน ล้วนตั้งอยู่บนจุดใดจุดหนึ่งของแถบแห่งความต่อเนื่องหรือ "สเปกตรัม" ระหว่างการเป็นพวกเก็บตัวหรืออินโทรเวิร์ต (Introvert) และการเป็นพวกชอบเปิดเผยตัวเข้าสังคมหรือเอ็กซ์โทรเวิร์ต (Extrovert) ซึ่งดร.เรนแนะนำให้เราลองค้นหาว่า การมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมระดับใดที่เหมาะกับตัวเราที่สุด

สำหรับคนจำพวกเอ็กซ์โทรเวิร์ตนั้น จะได้รับประโยชน์จากการเข้าสังคมมากกว่าคนที่ชอบเก็บตัวอยู่แต่เดิมแล้ว ยิ่งเข้าสังคมบ่อยครั้งขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งเหมือนต้นไม้ที่ถูกรดน้ำให้ชุ่มชื้นมากขึ้นเท่านั้น หากคนกลุ่มเอ็กซ์โทรเวิร์ตไม่ได้เข้าสังคมบ่อยครั้งเท่าที่ควร ก็จะเกิดผลเสียต่อสุขภาพกายและใจได้

แต่สำหรับคนจำพวกอินโทรเวิร์ต พวกเขากลับเหมือนกับต้นไม้ที่ไม่ชอบน้ำ และไม่ต้องการให้คนมารดน้ำบ่อย ๆ ดังนั้นการเข้าสังคมแบบนานทีปีหน เหมือนกับการรดน้ำต้นกระบองเพชรที่นาน ๆ ครั้งก็เพียงพอ จะเหมาะกับคนกลุ่มนี้มากกว่า แต่การบังคับให้พวกเขาต้องเข้าสังคมบ่อยเกินไป หรือปล่อยให้เก็บตัวเงียบเชียบแบบไม่ติดต่อพูดคุยกับใครเสียบ้างเลย จะเหมือนกับทำให้ต้นไม้ต้นนี้ขาดน้ำ หรือได้รับน้ำมากไปจนรากเน่า ซึ่งจะส่งผลเสียต่อสุขภาพกายและใจของชาวอินโทรเวิร์ตได้

ดร.เรนกล่าวสรุปว่า "เราจำเป็นต้องเติมเต็มความต้องการของสมอง โดยให้พอดีกับแต่ละบุคคล ซึ่งในขั้นแรกเราต้องเข้าใจถึงความต้องการของตนเองเสียก่อน"

เป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องทำความเข้าใจว่า การมีปฏิสัมพันธ์นั้นมีอยู่หลายระดับ ซึ่งทุกแบบก็ล้วนมีประโยชน์ทั้งสิ้น ดร.เรนเปรียบเทียบสิ่งนี้เหมือนกับสระน้ำ ซึ่งมีทั้งจุดที่ลึกและตื้นแตกต่างกันไป แม้เพียงการจุ่มเท้าลงในสระส่วนที่ตื้นที่สุด ซึ่งอาจเทียบได้กับการโบกไม้โบกมือทักทายเพื่อนบ้านจากระยะไกล ก็สามารถจะเพิ่มความสุขเล็ก ๆ ให้กับคุณได้แล้ว

คุณอาจจะลองลุยน้ำไปยังส่วนของสระที่ลึกลงไปอีก เช่นการพูดคุยกับคนแปลกหน้า ระหว่างต่อคิวรอจ่ายเงินที่ซูเปอร์มาร์เก็ต หรือลองพุ่งหลาวดำดิ่งลงไปยังจุดที่ลึกที่สุด เช่นพูดคุยเปิดอกกับเพื่อนสนิทถึงเรื่องที่มีความหมายกับพวกคุณอย่างยิ่ง

"คุณไม่จำเป็นต้องพยายามจะมีปฏิสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งทุกครั้ง อันที่จริงคุณเพียงต้องทำให้แน่ใจว่า ตัวเองไม่ได้ถอยออกไปอยู่นอกสระน้ำแห่งสายสัมพันธ์ทางสังคมแล้วเท่านั้น" ดร.เรนอธิบาย

การผูกสัมพันธ์ทางสังคมนั้น นอกจากจะทำให้สุขภาพกายและใจของแต่ละคนดีขึ้นแล้ว ดร.เรนยังมองว่า มันส่งผลสะเทือนใหญ่หลวงในทางบวกต่อโลกทั้งใบด้วย "ประโยชน์ของการสร้างสายใยทางสังคมมีอยู่มากมาย ทั้งทางชีวภาพ, จิตวิทยา, และวัฒนธรรม เพียงแค่เราทำดีต่อกันเท่านั้น มันน่าตกใจมากที่มนุษย์เราไม่พยายามจะใช้ประโยชน์จากมิตรภาพให้มากกว่านี้"