ปูตินแทบไม่ได้เดินทางไปยังทำเนียบตากอากาศริมทะเลดำแห่งนี้อีกแล้ว แล้วเหตุใดรัสเซียจึงกำลังสร้างมันขึ้นใหม่อย่างลับ ๆ ?

ที่มาของภาพ, BBC/Planet.com/Getty
- Author, แอนดรี โซชนิคอฟ และทีมสืบสวนสอบสวน
- Role, บีบีซีแผนกภาษารัสเซีย
- Published
- เวลาอ่าน: 7 นาที
คดีความในศาล ภาพถ่ายดาวเทียม และประกาศรับสมัครงานซึ่งเสนอที่พักใกล้สระว่ายน้ำ อาหารฟรี และค่าจ้างที่จ่ายเป็นเงินสด สิ่งเหล่านี้ล้วนทิ้งร่องรอยให้เราได้ทราบว่า ทำเนียบตากอากาศอย่างทางการของประธานาธิบวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ซึ่งตั้งอยู่ริมทะเลดำกำลังมีการขยายพื้นที่ครั้งใหญ่
ทำเนียบตากอากาศของรัฐที่โบชารอฟ รูเชย์ ในเมืองโซชิ เคยถูกใช้งานโดยนิกิตา ครุชชอฟ, เลโอนิด เบรจเนฟ และโดยบอริส เยลต์ซิน หลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต ส่วนปูตินเข้าพักที่นี่เป็นครั้งแรกก่อนพิธีสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยแรกในเดือน พ.ค. 2000 และเขาใช้เป็นสถานที่ต้อนรับผู้นำต่างชาติจำนวนมากอยู่บ่อยครั้ง
ในปี 2008 สถานที่แห่งนี้ได้กลายเป็นที่พำนักอย่างเป็นทางการของประธานาธิบดี ซึ่งหมายความว่าประมุขแห่งรัฐสามารถ "พักอาศัย ทำงาน ใช้ชีวิต และปฏิบัติหน้าที่ทั้งหมด รวมถึงปฏิบัติหน้าที่ผู้บัญชาการทหารสูงสุด" ได้ที่นี่ ตามคำกล่าวของวลาดิเมียร์ โคชิน หัวหน้าสำนักงานบริหารทรัพย์สินของประธานาธิบดีแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย
หนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียลไทมส์ (Financial Times) รายงานว่า ปูตินเดินทางเยือนเมืองโซชิทั้งหมด 24 ครั้งในปี 2021 ซึ่งเป็นปีก่อนที่รัสเซียจะรุกรานยูเครนเต็มรูปแบบ แต่เขาเดินทางไปยังสถานที่นี้เพียง 2 ครั้งในปี 2024 และ 2025 โดยจำนวนการเดินทางสู่ชายฝั่งทะเลดำที่ลดลงอย่างมากนั้นเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่โดรนของยูเครนสามารถโจมตีไปถึงพื้นที่ชายฝั่งได้บ่อยขึ้น
อย่างไรก็ตาม แทนที่จะละทิ้งทำเนียบที่โบชารอฟ รูเชย์ การสืบสวนของบีบีซีแผนกภาษารัสเซียพบว่า รัฐบาลรัสเซียกำลังสร้างทำเนียบแห่งนี้ขึ้นมาใหม่ทั้งหมด โดยขยายขนาดใหญ่กว่าเดิมมากและมีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดยิ่งขึ้น
การรื้อถอนเริ่มขึ้นในปี 2024 โดยปราศจากการประกาศจากทางการ และภายในเดือน ก.ย. 2025 ก็มีหลุมขุดขนาดใหญ่ในพื้นที่ดังกล่าวเกิดขึ้นแล้ว
ในปีนี้หน่วยงานรักษาความปลอดภัยแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย (FSO) ตัดสินใจเพิ่มมาตรการคุ้มครองทำเนียบโบชารอฟ รูเชย์ โดยกำหนดเขตรักษาความปลอดภัยรอบทำเนียบกินพื้นที่มากกว่า 3 ตารางกิโลเมตร
นอกจากนี้ภายในช่วงฤดูใบไม้ร่วงปี 2026 ภาพถ่ายดาวเทียมที่บีบีซีแผนกภาษารัสเซียนำมาวิเคราะห์เผยให้เห็นหลังคาของอาคารขนาดใหญ่หลายหลังที่สร้างขึ้นใหม่ ซึ่งกินพื้นที่มากกว่าทำเนียบหลังเดิมอย่างมาก
อย่างไรก็ตาม อาคารเดิมไม่ได้ถูกรื้อถอนทั้งหมด โดยอาคารโบชารอฟ รูเชย์ - 2 ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวที่เมืองโซชิในปี 2014 ยังคงอยู่ และปูตินยังคงใช้สถานที่แห่งนี้ต้อนรับแขกระดับสูง รวมถึงราฟาเอล กรอสซี ผู้อำนวยการองค์การพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ หรือไอเออีเอ (IAEA) ซึ่งเดินทางมาเยือนในปี 2024 ด้วย

แม้ทางการรัสเซียยังไม่ได้ประกาศถึงโครงการก่อสร้างแห่งใหม่นี้อย่างเป็นทางการ แต่บีบีซีแผนกภาษารัสเซียสืบสวนพบร่องรอยจากเอกสารที่ช่วยเปิดเผยรายละเอียดของโครงการนี้
จากคำพิพากษาคดีข้อพิพาทระหว่างผู้รับเหมาบีบีซีแผนกภาษารัสเซียพบการอ้างอิงถึงสัญญาจัดซื้อจัดจ้างด้านกลาโหมของรัฐ หมายเลข 2327202903572000000000000
แม้ข้อมูลเกี่ยวกับสัญญาประเภทนี้จะถูกจำกัดการเข้าถึง แต่หมายเลขสัญญาดังกล่าวเผยรายละเอียดสำคัญหลายประการ
ตัวเลขสี่หลักแรกระบุปีที่ลงนามในสัญญาและปีสิ้นสุดสัญญา คือปี 2023 และ 2027 ตามลำดับ ส่วนตัวเลขสามหลักถัดมา คือ 202 เป็นรหัสของหน่วยงาน FSO หรือน่วยงานรักษาความปลอดภัยแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย ซึ่งเป็นหน่วยงานผู้ว่าจ้าง
นอกจากนี้จากการเข้าถึงคำพิพากษาหลายคดีที่เกี่ยวข้องกับข้อพิพาทระหว่างผู้รับเหมาช่วงซึ่งทำงานในโครงการทำเนียบโบชารอฟ รูเชย์ บีบีซีแผนกภาษารัสเซียยังสามารถระบุได้ว่า ผู้รับเหมาหลักของโครงการก่อสร้างคือบริษัททีเอสไอ กรุ๊ป (TSI Group) ซึ่งจดทะเบียนอยู่ในคาบสมุทรไครเมียที่รัสเซียผนวกเข้ามา
หนึ่งในข้อพิพาทดังกล่าวเกี่ยวข้องกับสถาบันออกแบบโวเยนมอร์โปรเยกต์ - 30 (Voenmorproekt - 30) ในเมืองเซวาสโตปอลซึ่งดำเนินงานล่าช้ากว่ากำหนดภายในเวลาเพียงไม่กี่เดือนหลังจากเริ่มการก่อสร้างในช่วงต้นปี 2025
นอกจากนี้ยังพบการละเมิดข้อกำหนดในการก่อสร้างกำแพงของอาคารที่เรียกว่า "บ้านหลัก (main house)" ซึ่งเป็นงานที่มอบหมายให้บริษัทแห่งหนึ่งจากเมืองโอเรนบูร์กดำเนินการ

บีบีซีแผนกภาษารัสเซียยังพบประกาศรับสมัครช่างก่อสร้างบนสื่อสังคมออนไลน์และเว็บไซต์จัดหางานหลายรายการ ทั้งช่างก่ออิฐ ช่างเหล็ก และผู้เชี่ยวชาญงานคอนกรีต โดยบางประกาศระบุชื่อทำเนียบโบชารอฟ รูเชย์โดยตรง
ประกาศฉบับหนึ่งระบุว่า "กำลังก่อสร้างที่พักอาศัย" พร้อมข้อความ "พื้นที่ควบคุมการเข้าออก ทำเนียบโบชารอฟ รูเชย์" ขณะที่อีกฉบับหนึ่งเตือนว่า "สถานที่แห่งนี้มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์"
ประกาศรับสมัครงานชิ้นหนึ่งเมื่อเดือน ม.ค. 2025 ระบุว่าต้องการคนงานก่อสร้างเป็นการเร่งด่วนเพื่อสร้างอาคารสองชั้นในเมืองโซชิซึ่งตั้งอยู่ใน "พื้นที่จำกัดการเข้าออกที่ต้องมีบัตรผ่าน" และเสนอจ่ายค่าจ้างเป็นเงินสด
ส่วนประกาศอีกชิ้นหนึ่งในช่วงปลายปี กล่าวถึงอาคาร 4 ชั้นภายในสถานที่ที่มีมาตรการควบคุมการเข้าออกและมีการตรวจสอบหนังสือเดินทาง

ที่มาของภาพ, Kremlin
ในช่วงแรกผู้ที่จะสมัครงานได้ต้องเป็นพลเมืองรัสเซียและไม่มีประวัติอาชญากรรมเท่านั้น โดยประกาศรับสมัครฉบับหนึ่งระบุว่า "ต้องผ่านการตรวจสอบประวัติ"
อย่างไรก็ตาม ต่อมาข้อกำหนดดังกล่าวได้ผ่อนคลายลง โดยเปิดรับสมัครพลเมืองเบลารุส คาซัคสถาน และคีร์กีซสถานด้วย ผู้สมัครได้รับข้อเสนอด้านสวัสดิการ เช่น ที่พัก "ในหอพักที่มีสระว่ายน้ำ" หรืออะพาร์ตเมนต์ อาหารวันละ 3 มื้อ เครื่องมือทำงาน และชุดทำงานฟรี
ประกาศรับสมัครบางฉบับระบุว่าให้ความสำคัญกับการจ้างทีมงานทั้งชุดที่ "มีวิศวกรและโฟร์แมนประจำทีม" แต่ก็เปิดรับแรงงานอิสระที่ทำงานเป็นกะเช่นกัน
"การควบคุมงานด้านเทคนิคไม่ได้เข้มงวดมาก" ประกาศฉบับหนึ่งระบุ "หน่วยงานความมั่นคงภายในของรัสเซียเป็นผู้ตรวจสอบกระแสเงินสด ดังนั้นทุกอย่างจึงเป็นธรรมและโปร่งใส"
ภายในปี 2026 พื้นที่ก่อสร้างแห่งนี้เริ่มเปิดรับคนงานเพื่อทำงานตกแต่งภายในแล้ว ในที่นี้รวมถึงการติดตั้งระบบแสงสว่าง งานประปา และการติดตั้งประตู
"งานมีปริมาณมาก เราต้องการคนจำนวนมาก แต่ต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญ" ผู้จัดหาคนงานรายหนึ่งเขียนไว้ พร้อมเตือนว่าสถานที่ดังกล่าวเป็น "พื้นที่ปิด" และพนักงานทุกคนต้องผ่านการตรวจสอบด้านความปลอดภัยก่อนเข้าทำงาน

ที่มาของภาพ, Minstroy RF
ทีเอสไอและกลุ่มบริษัทในเครืออย่างบริษัททรานส์สตรอยอินเวสต์ (Transstroiinvest) ไม่ใช่หน้าใหม่ในแวดวงโครงการก่อสร้างของภาครัฐและหน่วยงานด้านความมั่นคงของรัสเซีย
ก่อนโครงการโบชารอฟ รูเชย์ บริษัททรานส์สตรอยอินเวสต์เคยสร้างทำเนียบที่พักอีกแห่งหนึ่งให้ปูตินมาแล้ว
ในปี 2019 สำนักข่าวสืบสวนอิสระของรัสเซียอย่าง สำนักข่าวโปรเยกต์ (Project) รายงานว่าบริษัทแห่งนี้มีส่วนร่วมในการก่อสร้างทำเนียบของรัฐในชุมชนโอลิวาซึ่งรัสเซียเข้าไปตั้งถิ่นฐาน (the settlement of Oliva) บริเวณชายฝั่งตอนใต้ของคาบสมุทรไครเมียที่รัสเซียผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของประเทศ บนพื้นที่ที่เคยเป็นบ้านพักตากอากาศของรัฐซึ่งถูกใช้งานโดยชนชั้นนำของพรรคคอมมิวนิสต์โซเวียต และต่อมามีเจ้าหน้าที่ระดับสูงของยูเครนเข้าไปใช้งาน
ขณะนี้บีบีซีแผนกภาษารัสเซียพบคำพิพากษาของศาลที่ยืนยันข้อมูลข้างต้นแล้ว รวมถึงเอกสารในชั้นศาลที่เรียกสถานที่แห่งนี้ว่า "ทำเนียบประธานาธิบดี"
บริษัททรานส์สตรอยอินเวสต์ยังคงเดินหน้าดำเนินงานในดินแดนยูเครนที่อยู่ภายใต้การยึดครองของรัสเซีย เช่น โครงการบูรณะโรงภาพยนตร์โปเบดา ซึ่งเป็นโรงภาพยนตร์ที่เก่าแก่ที่สุดของเมืองมาริอูโปล เมืองที่รัสเซียเข้ายึดครองในปี 2022
นอกจากนี้ตามข้อมูลในทะเบียนสัญญาของรัฐ ระหว่างปี 2022 - 2025 บริษัททีเอสไอยังได้รับสัญญาจากภาครัฐรวม 54 ฉบับ มูลค่าราว 330 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1 หมื่นล้านบาท) เพื่อดำเนินโครงการปรับปรุงศูนย์เด็กนานาชาติอาร์เตกในคาบสมุทรไครเมีย
บีบีซีแผนกภาษารัสเซียได้ส่งคำถามเกี่ยวกับโครงการก่อสร้างที่โบชารอฟ รูเชย์ ไปยังตัวแทนของบริษัททรานส์สตรอยอินเวสต์ รวมถึงอเล็กเซ โฟเมนโก นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์วัย 47 ปี ซึ่งเชื่อว่าเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์จากบริษัททีเอสไอ, อาร์คาดี โรเทนเบิร์ก ผู้ใกล้ชิดกับปูตินซึ่งมีความเชื่อมโยงกับโฟเมนโก และดมิทรี เปสคอฟ โฆษกทำเนียบรัฐบาลรัสเซีย แต่ไม่ได้รับการตอบกลับ





























