จากสเปิร์มแซลมอนถึงมูลนก เบื้องหลังเครื่องสำอาง-สกินแคร์สุดแปลก มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับหรือไม่

ที่มาของภาพ, Serenity Strull/ BBC/ Getty Images
- Author, เดวิด ค็อกซ์
- Role, บีบีซี ฟิวเจอร์
- เวลาอ่าน: 12 นาที
ที่คลินิกความงาม "เธอกับฉัน" (You & I Clinic) ในกรุงโซลของเกาหลีใต้ เมนูบำรุงผิวซึ่งได้รับความนิยมสูงสุดจากลูกค้า คือการฉีดชิ้นส่วนดีเอ็นเอขนาดจิ๋วของ "สเปิร์มปลาแซลมอน" ลงไปในชั้นหนังแท้ (dermis) ซึ่งเป็นผิวหนังชั้นกลางส่วนที่หนาที่สุด ทั้งยังเป็นที่อยู่ของเส้นเลือดน้อยใหญ่, เส้นประสาท และต่อมต่าง ๆ
"เป้าหมายของการฉีดสเปิร์มปลาแซลมอน ไม่ใช่การทำให้ผิวหนาเต่งตึงขึ้น เหมือนกับการฉีดสารเติมเต็มหรือฟิลเลอร์ (filler) แต่เป็นการฉีดสารชีวภาพกระตุ้นฟื้นฟูผิวให้กลับคืนสู่สภาพที่ดีที่สุด หรือที่เรียกว่า "ไบโอสติมูเลเตอร์" (Biostimulator) โดยสารนี้จะไปปรับโครงสร้างผิวให้สนับสนุนการฟื้นฟูผิว รวมทั้งสร้างสภาพแวดล้อมของผิวให้มีสุขภาพดีขึ้น" อี คยู-โฮ แพทย์ความงามประจำคลินิก "เธอกับฉัน" และศาสตราจารย์วุฒิคุณแห่งมหาวิทยาลัยยอนเซกล่าว
แม้จะฟังดูแปลกประหลาด แต่นายแพทย์อี คยู-โฮ อธิบายว่า แนวคิดการใช้สเปิร์มปลาแซลมอนมาฉีดกระตุ้นฟื้นฟูผิว มีต้นกำเนิดมาจากโลกของวิทยาการเวชศาสตร์ฟื้นฟูและการรักษาบาดแผลนั่นเอง หลังมีการค้นพบว่าชิ้นส่วนดีเอ็นเอของปลามีศักยภาพสูง ในการกระตุ้นให้ร่างกายซ่อมแซมเนื้อเยื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคนไข้ที่มีแผลเป็นบนใบหน้าเนื่องจากการต่อสู้
อย่างไรก็ตาม หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ยืนยันสนับสนุนแนวคิดดังกล่าวยังมีอยู่ค่อนข้างน้อย แต่งานวิจัยบางชิ้นระบุว่า สารโพลีนิวคลีโอไทด์ (polynucleotide) จากสเปิร์มของแซลมอน ที่ผ่านกระบวนการทำให้บริสุทธิ์สะอาดแล้ว อาจช่วยลดเลือนริ้วรอยร่องตื้น (fine line) บนใบหน้าได้
ด้านรองศาสตราจารย์โจชัว ไซช์เนอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านตจวิทยาจากโรงพยาบาลเมาต์ไซนายของสหรัฐฯ และที่ปรึกษาของบริษัทผู้ผลิตเครื่องสำอางแห่งหนึ่ง บอกว่าสเปิร์มของปลาแซลมอนได้ผ่านการพิสูจน์มาแล้วว่า "สามารถจะทำให้ผิวชุ่มชื้นอวบอิ่มขึ้น, สภาพผิวดีขึ้น, และริ้วรอยลดลงได้...อย่างไรก็ตาม ไม่เป็นที่แน่ชัดว่าใครเป็นผู้ริเริ่ม และเป็นผู้ทดลองใช้วิธีนี้กับการฟื้นฟูบำรุงผิวเป็นคนแรก แต่มันก็ได้ถูกนำมาใช้แล้ว"
ปัจจุบันเกาหลีใต้ถูกมองว่าเป็นผู้นำเทรนด์ความงามอันดับต้นของโลก หรือที่รู้จักกันดีในชื่อของกระแส "เค-บิวตี้" (K-Beauty) และดูเหมือนว่ากระแสความนิยมในการฉีดไบโอสติมูเลเตอร์ที่ทำจากสเปิร์มปลาแซลมอน ได้เริ่มขึ้นที่แดนโสมขาวและแพร่หลายออกไปทั่วโลก โดยได้รับแรงหนุนจากคนดังอย่าง Charli XCX และเจนนิเฟอร์ อนิสตัน ชื่อเสียงที่มาแรงแซงโค้งของสเปิร์มปลาแซลมอน ดังกระหึ่มขึ้นพร้อมกับเทรนด์ความงามสุดแปลกอื่น ๆ เช่นครีมพอกหน้าจากมูลนก และการพอกหน้าด้วยเลือดที่ดูดออกมาจากร่างกาย ซึ่งไม่ต่างจากพฤติกรรมของผีดูดเลือดหรือแวมไพร์
ความงามแบบโบราณ
ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า วิธีเสริมความงามให้ผิวสวยแบบสุดแสนจะแปลกประหลาดเช่นนี้ จะได้ผลจริงตามที่โฆษณาเอาไว้หรือไม่ แต่ในอดีตซึ่งย้อนไปได้ถึงเมื่อหลายพันปีก่อน บันทึกประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติก็ได้เล่าขานถึงวิธีบำรุงผิวอันพิลึกพิลั่นเอาไว้ไม่น้อย
ตัวอย่างเช่นราชินีคลีโอพัตราของอียิปต์ อาบน้ำนมชนิดพิเศษซึ่งทำจากนมเปรี้ยวของลาเพื่อบำรุงผิวให้นวลเนียน ส่วนหญิงสาวเมียนมาก็ใช้แป้งทานาคาลูบไล้บนใบหน้ามานานหลายร้อยปีแล้ว โดยแป้งทานาคานี้ทำมาจากเปลือกหรือแก่นไม้ชนิดหนึ่งที่ถูกป่นเป็นผง ช่วยปกป้องผิวจากแสงแดด และเป็นเครื่องสำอางสำหรับวาดลวดลายตกแต่งใบหน้าไปในตัว ส่วนครีมรักษาจุดด่างดำตำรับชาวโรมันโบราณนั้น สูตรที่โด่งดังมากสูตรหนึ่งใช้ลำไส้ของจระเข้เล็กบางชนิดมาบดเป็นยา
แต่ถึงกระนั้น วิทยาศาสตร์การแพทย์สมัยใหม่ก็ได้พิสูจน์แล้วว่า ตำรับความงามของคนโบราณเหล่านี้บางสูตรก็ใช้ได้ผลจริง ๆ จนยืนยงคงกระพันมานานหลายร้อยหลายพันปี เช่นการใช้สมุนไพรอย่างขมิ้น, ใบบัวบก, และสาหร่ายทะเล ซึ่งนิยมนำมาใช้เป็นส่วนประกอบในเครื่องสำอางและสกินแคร์ยุคใหม่หลายยี่ห้อ เนื่องจากมีคุณสมบัติลดการอักเสบและให้ความชุ่มชื้นกับผิวได้ดี
ผลการศึกษาหนึ่งที่ตีพิมพ์เผยแพร่เมื่อปี 2022 ระบุถึงผลสำรวจวิธีดูแลผิวแบบโบราณในยุคศตวรรษที่ 12 ของอิตาลี ซึ่งรวบรวมไว้ในตำราของ "ตรอตาแห่งซาร์เลร์โน" (Trota of Salerno) แพทย์หญิงผู้เลื่องชื่อจากยุคกลาง พบว่ามีส่วนประกอบหลายอย่างเช่นถั่วปากอ้าและน้ำส้มสายชู ซึ่งนักวิจัยยุคใหม่ยอมรับว่าสามารถใช้ทำความสะอาดผิวหน้า, ผลัดเซลล์ผิว, และรักษาอาการผิวแห้งได้ดี ส่วนสารสกัดจากน้ำมันทาร์ทาร์ที่เรียกว่ากรดทาร์ทาริก (tartaric acid) ปัจจุบันก็ถูกนำมาใช้เป็นส่วนประกอบของสกินแคร์ยุคใหม่อย่างแพร่หลาย
พอกหน้าขาวแบบเกอิชา - ใช้เลือดประจำเดือนทาหน้า
สูตรบำรุงผิวแบบโบราณบางอย่าง ไม่ได้ใช้เพียงแค่พืชสมุนไพรและแร่ธาตุในธรรมชาติเท่านั้น ตัวอย่างเช่น "ครีมพอกหน้าเกอิชา" ใช้มูลของนกไนติงเกลชนิดหนึ่งมาอาบรังสีฆ่าเชื้อ ด้วยการฉายแสงอัลตราไวโอเลตพลังงานสูง แล้วผสมเข้ากับสารเคมีอย่างอื่นๆ เช่นสารช่วยผลัดเซลล์ผิวและสารที่ทำให้ผิวกระจ่างใส ก่อนจะนำไปวางจำหน่ายในรูปแบบของมาสก์ (mask) สำหรับพอกหน้า
สูตรมูลนกทาหน้าที่ฟังดูสกปรกน่าขยะแขยงนี้ มีต้นกำเนิดมาจากการค้นพบของชาวญี่ปุ่นเมื่อหลายร้อยปีก่อน โดยคนโบราณแดนอาทิตย์อุทัยพบว่า มูลของนกกระจิ๊ดหรือนกตัวเล็กที่หาแมลงกินตามพุ่มไม้ ซึ่งนับเป็นนกไนติงเกลชนิดหนึ่ง สามารถนำมาใช้ฟอกสีผ้าให้หลุดออกจากเส้นใยผ้าได้ ทำให้หญิงเกอิชาสนใจนำมาประยุกต์เป็นครีมผิวขาว และครีมล้างเครื่องสำอางที่ทั้งหนาและหนักของพวกเธอ
ทุกวันนี้สูตรมูลนกพอกหน้าขาวของเกอิชา ได้รับความนิยมแพร่หลายในคลินิกความงามหลายแห่งทั่วโลก ซึ่งการที่อุจจาระนกทำให้ผิวของเรากระจ่างใสขึ้นได้นี้ ไม่ใช่เรื่องงมงายแต่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์สนับสนุนอยู่ไม่น้อย โดยรศ.ไซช์เนอร์บอกว่า มูลของนกไนติงเกลมี "ยูเรีย" (Urea) ปะปนอยู่ด้วยความเข้มข้นสูง ซึ่งยูเรียมีคุณสมบัติทำให้ผิวอ่อนนุ่มได้เป็นอย่างดี จนถูกนำมาใช้เป็นส่วนประกอบของสารให้ความชุ่มชื้นหรือมอยซ์เจอไรเซอร์ส่วนใหญ่ในปัจจุบัน
มูลนกยังมีกรดอะมิโน "กัวนีน" (guanine) อยู่ในปริมาณสูง ซึ่งรศ.ไซช์เนอร์บอกว่า กรดอะมิโนสามารถให้ความชุ่มชื้นและทำให้ผิวกระจ่างใสขึ้นได้ "อย่างไรก็ตาม เป็นเรื่องสำคัญที่เราจะต้องรู้เอาไว้ด้วยว่า ครีมพอกหน้าจากมูลนกที่ใช้ในคลินิกความงามนั้น ใช้มูลนกที่ผ่านการฆ่าเชื้อ และผ่านการแปรรูปให้บริสุทธิ์สะอาดมาแล้ว คุณไม่สามารถไปกอบเอามูลนกจากข้างทางขึ้นมาทาหน้าเองได้"
นอกจากนี้ ผู้บริโภคควรตระหนักเอาไว้ด้วยว่า บรรดางานวิจัยจำนวนมากเกี่ยวกับสูตรบำรุงผิวแบบพิสดารนั้น ล้วนได้รับเงินทุนสนับสนุนจากแวดวงอุตสาหกรรมความงาม หรือจัดทำโดยทีมนักวิจัยที่เป็นลูกจ้างของบริษัทเครื่องสำอางเหล่านั้นอยู่แล้ว
แต่ถึงกระนั้น บรรดานักวิจัยกลับไม่ค่อยกระตือรือร้นนักกับเทรนด์ความงามสุดพิสดาร ที่แพร่หลายอยู่บนสื่อสังคมออนไลน์ โดยเฉพาะสูตรลับความงามแบบดีไอวาย หรือการบำรุงผิวซึ่งทำเองได้ที่บ้านที่ปรากฏบนติ๊กตอก (Tik Tok) เช่นการใช้เลือดประจำเดือนมาทาหน้า
สูตรบำรุงผิวชวนแหวะนี้อ้างถึงผลวิจัยซึ่งตีพิมพ์เมื่อปี 2018 ซึ่งอ้างว่าพลาสมาหรือน้ำเลือดที่สกัดจากเลือดประจำเดือน สามารถเร่งการสมานแผลได้ดีกว่า เมื่อเทียบกับพลาสมาจากเลือดทั่ว ๆ ไป
ดร.เป่ยเป่ย ตู้ – ฮาร์ปูร์ นักวิจัยด้านตจวิทยาที่ราชวิทยาลัยแห่งกรุงลอนดอน (KCL) คัดค้านแนวคิดบำรุงผิวอันพิลึกพิลั่นข้างต้นว่า "ไม่มีแพทย์ผิวหนังหรือผู้เชี่ยวชาญของคลินิกความงามคนไหน จะแนะนำให้คนไข้ใช้สูตรบำรุงผิวแบบนั้น ฉันว่านี่เป็นแค่หนึ่งในเทรนด์ฮิตบนติ๊กตอก ที่ทำตาม ๆ กันไป เพียงเพราะมันน่าตกตะลึงขนหัวลุก และเรียกยอดวิวได้ดีแค่นั้น"
พอกหน้าแบบแวมไพร์ด้วยพลาสมาอุดมเกล็ดเลือด
อย่างไรก็ตาม ดร.ตู้-ฮาร์ปูร์ กลับชื่นชมในศักยภาพของการบำรุงผิวด้วยวิธีฉีดพลาสมาเกล็ดเลือดเข้มข้น หรือที่รู้จักกันในชื่อว่า "พีอาร์พี" (platelet-rich plasma – PRP) บางคนถึงกับเรียกสูตรความงามพิสดารนี้ว่า "ทำหน้าแบบแวมไพร์" เพราะมันใช้เลือดฟื้นฟูให้ผิวคืนสู่ความอ่อนเยาว์
วิธีนี้ใช้เลือดของผู้ที่ต้องการฉีดพีอาร์พีเอง มาเข้าเครื่องปั่นเพื่อให้องค์ประกอบของเลือดแยกออกเป็นส่วน ๆ กระบวนการนี้จะช่วยให้ผลผลิตที่ได้มี "โกรทแฟคเตอร์" (growth factor) หรือโปรตีนสื่อสารที่ส่งสัญญาณกระตุ้นการแบ่งตัว การเจริญเติบโต และการซ่อมแซมเซลล์ผิวหนัง มาผสมอยู่ในพลาสมาหรือน้ำเลือดในปริมาณความเข้มข้นที่สูงที่สุด ก่อนจะฉีดพลาสมาที่อุดมไปด้วยเกล็ดเลือดดังกล่าวกลับเข้าไปที่ใบหน้า โดยใช้เข็มขนาดจิ๋วที่เล็กเป็นพิเศษ (microneedle)
ศักยภาพของวิธีใช้โกรทแฟคเตอร์ของตัวคนไข้เองมารักษาโรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแนวทางของเวชศาสตร์ฟื้นฟู ทำให้เกิดกระแสความสนใจในวงการแพทย์หลากหลายสาขา ไม่ว่าจะเป็นโรคข้อเสื่อม ไปจนถึงโรคผมร่วงผมบาง และการรักษาบาดแผลที่ร้ายแรง

ที่มาของภาพ, Serenity Strull/ BBC/ Getty Images
แม้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่สนับสนุนการฉีดพีอาร์พีเพื่อปรับปรุงสุขภาพผิว ยังคงมีอยู่น้อยและผลการศึกษาที่ออกมาหลายชิ้นก็ขัดแย้งกันเอง ทว่ามีงานวิจัยบางชิ้นที่พบว่า การฉีดพีอาร์พีช่วยให้ผิวมีความยืดหยุ่นมากขึ้นในกลุ่มผู้สูงวัยอายุ 50-60 ปี ทั้งยังช่วยลดริ้วรอยเหี่ยวย่นและจุดด่างดำได้อีกด้วย
"ระดับของความสำเร็จในการฉีดพีอาร์พีของแต่ละคน มีความแตกต่างหลากหลายกันออกไปอย่างมาก" ดร.ตู้-ฮาร์ปูร์กล่าว เธอยังอธิบายเสริมด้วยว่า นั่นเป็นเพราะประสิทธิภาพของเครื่องปั่นแยกเกล็ดเลือดของแต่ละคลินิกหรือห้องปฏิบัติการแตกต่างกัน รวมทั้งคนไข้แต่ละคนก็มีปริมาณของโกรทแฟคเตอร์ในตัวไม่เท่ากันด้วย นอกจากนี้สัดส่วนของโกรทแฟคเตอร์แต่ละชนิดที่มีอยู่ตามธรรมชาติในกระแสเลือด ก็ไม่เหมือนกันเสียทีเดียว "ด้วยเหตุนี้บางครั้งการฉีดพีอาร์พีจึงได้ผลดีมาก แต่บางครั้งก็ไม่ค่อยได้ผลเท่าไหร่"
อนาคตของสกินแคร์
แม้สูตรบำรุงผิวสุดพิสดารบางสูตรซึ่งเป็นที่นิยมกันอยู่ในขณะนี้ จะมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มารองรับและยืนยันถึงความน่าเชื่อถือ แต่เหล่านักวิจัยผู้เชี่ยวชาญด้านความงามและสกินแคร์มองว่า สูตรบำรุงผิวแบบใหม่รุ่นต่อไป จะเน้นการพัฒนาวิธีเสริมคอลลาเจนให้บังเกิดประสิทธิผลสูงสุด
งานวิจัยใหม่ล่าสุดชิ้นหนึ่งที่วงการอุตสาหกรรมความงามเป็นผู้ให้ทุนสนับสนุน พบว่าการเสริมกรดอะมิโนให้ผิว โดยใช้เทคนิคทางวิศวกรรมเคมีทำให้เกิดการแทนที่ของคอลลาเจน ไม่เพียงแต่ทำให้สภาพผิว, ความชุ่มชื้น, และความยืดหยุ่นของผิวดีขึ้นภายในหกเดือน ทว่ายังลดอายุชีวภาพของผิวลงโดยเฉลี่ย 1.4 ปีด้วย โดยทีมผู้วิจัยทราบถึงเรื่องน่าทึ่งนี้ได้ จากการตรวจดีเอ็นเอในน้ำลายของกลุ่มตัวอย่าง
ทีมผู้วิจัยข้างต้นสรุปผลการศึกษาว่า การรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจำพวกคอลลาเจนประสิทธิภาพสูง ซึ่งมีการรักษาสมดุลของกรดอะมิโนได้ตามสูตรที่ค้นพบ อาจช่วยบำรุงสุขภาพผิวและสุขภาพร่างกายโดยทั่วไปได้อีกด้วย เนื่องจากผลการศึกษานี้สอดคล้องกับงานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งที่ชี้ว่า ผิวหนังอาจมีบทบาทต่อสุขภาพร่างกายโดยรวมมากกว่าที่เราคิด โดยแสดงบทบาทผ่านกระบวนการทางชีวภาพบางอย่างเช่นการอักเสบ เพียงแต่ในตอนนี้นักวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถยืนยันรับรองเรื่องนี้ได้อย่างแน่ชัด
การพัฒนาวิธีบำบัดรักษาโรคผิวหนังและสูตรบำรุงผิวแบบใหม่อีกอย่างหนึ่ง มุ่งไปที่การควบคุม "ไมโครไบโอม" (microbiome) หรือประชากรของจุลินทรีย์ชนิดต่าง ๆ ที่อาศัยอยู่บนผิวหนังของเรา ซึ่งในบางครั้งมีบทบาทอย่างยิ่งต่อการอักเสบต่าง ๆ บนใบหน้าและผิวกาย
รศ.ไซช์เนอร์บอกว่า หนึ่งในวิธีที่มีศักยภาพสูงคือการคิดค้น "พรีไบโอติกส์" หรืออาหารที่บำรุงเลี้ยงจุลินทรีย์ชนิดดี รวมทั้งการใช้ "โพสต์ไบโอติกส์" หรือสารเคมีที่เป็นประโยชน์ซึ่งจุลินทรีย์ชนิดดีผลิตออกมาตามธรรมชาติ โดยเมื่อปีที่แล้ว นักวิจัยจากเกาหลีใต้ได้ค้นพบแบคทีเรียชนิดหนึ่งในกระแสเลือด ซึ่งสามารถผลิตสารโพสต์ไบโอติกส์ที่มีประโยชน์มหาศาล ทั้งช่วยลดการอักเสบ, ลดความเครียดระดับเซลล์ที่เกิดจากอนุมูลอิสระ, และช่วยลดความเสียหายของคอลลาเจนในเซลล์ผิว อย่างไรก็ตาม ผลวิจัยในขั้นนี้ยังเป็นเพียงการทดสอบในจานทดลองเท่านั้น
รศ.ไซช์เนอร์กล่าวเสริมว่า ก่อนที่ผลวิจัยข้างต้นจะสามารถนำมาประยุกต์ใช้ เพื่อเป็นวิธีรักษาโรคผิวหนังและสูตรเสริมความงามกระแสหลักได้นั้น สกินแคร์ตัวใหม่จะต้องผ่านการทดสอบในขั้นสูงสุดเสียก่อน เพื่อพิสูจน์ว่ามันดีกว่าและใช้ได้ผลยิ่งกว่าสกินแคร์ตัวเก่าที่ผ่านการทดสอบซ้ำมาหลายครั้ง ทั้งยังวางจำหน่ายในท้องตลาดมานานหลายสิบปี
"คำถามก็คือ...สกินแคร์ชนิดใหม่ที่เป็นกระแสโด่งดังอยู่ในตอนนี้ มันใช้ได้ผลดีกว่าสกินแคร์แบบดั้งเดิมที่มีขายอยู่แล้วตามท้องตลาดหรือไม่ นั่นเป็นคำถามที่ยังสามารถตอบได้หลากหลายแบบเลยทีเดียว" รศ.ไซช์เนอร์กล่าว
ผู้เชี่ยวชาญคนนี้ยังให้คำแนะนำทิ้งท้ายว่า แทนที่จะเสียเงินก้อนโตถึง 500 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 16,300 บาท) ไปกับการทำหน้าเพียงครั้งเดียวแค่เพื่อให้ผิวชุ่มชื้นหรือกระจ่างใสขึ้น เราควรยึดมั่นและมีวินัยกับการบำรุงรักษาผิวหน้าเป็นประจำ อย่างเช่นการทาครีมกันแดดในตอนเช้า เพื่อปกป้องผิวไม่ให้ถูกทำลายด้วยสภาพแวดล้อม ส่วนในตอนเย็นควรเติมความชุ่มชื้นด้วยมอยซ์เจอไรเซอร์สำหรับเวลากลางคืน และซ่อมแซมผิวด้วยสารกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน อย่างเช่นเรตินอล (retinol)































