You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
วีรยา โอชะกุล หญิงแกร่งแห่งผืนป่าผู้ไม่ยอมก้มหัวให้อิทธิพล
"วีรยา โอชะกุล" กับ 20 ปีของการทำงานปราบปรามในป่า ต้องฝ่าฟันทั้งการถูกปฏิเสธ ดูถูก และสบประมาท จากเพื่อนร่วมงานชาย แต่เธอยังเปี่ยมไปด้วยพลังที่จะทำงานสืบสานแนวคิด "สืบ นาคะเสถียร" กับตำแหน่งใหม่ในการดูแลผืนป่าตะวันตก
กระต๊อบไม้เล็ก ๆ ที่เป็นบ้านพักเจ้าหน้าที่ ที่อยู่บริเวณทางเข้าหอส่องสัตว์ที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง มีป้ายภาพ "วีรยา โอชะกุล" ขนาดใหญ่ยืนใส่ชุดลายพราง พร้อมวลี "สตรีเหล็ก" อยู่ใต้ชื่อของเธอ
เจ้าหน้าที่ที่ทำงานด้วยกันเป็นคนนำป้ายมาติดตั้งไว้ แม้ว่าวีรยาจะขอให้เอาป้ายลงแล้ว แต่ไม่เป็นผล ความเป็นหญิงแกร่งของเธอเป็นที่ประทับใจของเจ้าหน้าที่ที่นั่น แม้ว่าเธอจะทำหน้าที่หัวหน้าได้เพียง 8 เดือนก็ตาม
นอกจากจะรับผิดชอบพื้นที่ป่ากว่า 1.7 ล้านไร่ที่ครอบคลุม จ.อุทัยธานีและ จ.ตาก สถานที่ซึ่ง สืบ นาคะเสถียร ได้เลือกที่จะจบชีวิตลง จนทำให้เกิดกระแสอนุรักษ์ขึ้นมา เธอยังต้องดูแลลูกน้องอีกกว่า 260 ชีวิต ซึ่งกว่า 90% เป็นผู้ชาย
หญิงวัย 48 ปี ใช้เวลาในช่วงสุดท้ายของการเป็นหัวหน้า เดินทางไปเยี่ยมเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าที่หน่วยพิทักษ์ป่าห้วยน้ำตื้น เธอขับรถกระบะเป็นเวลาเกือบ 3 ชม. ไปตามทางขรุขระลาดชันที่เต็มไปด้วยต้นไม้ที่ล้มลงมากีดขวางทาง และแอ่งน้ำ กว่าจะถึงจุดหมาย ซึ่งอยู่ห่างจากสำนักงาน 30 กิโลเมตร
ที่นั่น เธอได้รับการต้อนรับโดยเจ้าหน้าที่ 8 นาย ซึ่งเธอคุยหยอกล้ออย่างเป็นกันเอง พอตกค่ำ เธอช่วยเตรียมอาหารเย็น ก่อนที่จะผูกเปลนอนในสำนักงาน รุ่งเช้าหลังจากเคารพธงชาติเสร็จ เธออำลาเจ้าหน้าที่อย่างเป็นทางการ ก่อนที่จะไปรับตำแหน่งใหม่ที่จะต้องดูแลพื้นที่ป่ากว้างขวางมากขึ้นกว่าเดิม เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา
"พี่ต้องผลักดันให้คนที่ต้องมาอยู่อย่างยากลำบาก ทำในสิ่งที่ยิ่งใหญ่ให้ได้" วีรยากล่าวกับบีบีซีไทยที่ห้วยขาแข้ง
แต่หนทางสู่การก้าวขึ้นมาเป็นผู้หญิงเพียงไม่กี่คนในสายงานป่าไม้ที่มีตำแหน่งในทางบริหารด้วยนั้น ไม่ได้มาอย่างง่ายดาย คำว่า "ผู้หญิง" เป็นอุปสรรคอย่างหนึ่งที่เธอต้องฝ่าฝัน
ไอดอลของนิสิตเกษตรฯ
สายอาชีพทางด้านป่าไม้ในอดีตเป็นงานของผู้ชายล้วน ๆ จนกระทั่ง พ.ศ. 2520 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เพิ่งจะเปิดรับผู้หญิงเข้าเรียนในคณะวนศาสตร์เป็นครั้งแรก โดยขณะนั้นงานที่ผู้หญิงทำเป็นส่วนใหญ่คืองานวิจัย สนับสนุน ประชาสัมพันธ์ และสร้างจิตสำนึก
วีรยาเองเข้าเรียนคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รุ่นที่ 54 หรือเพียง 11 ปีหลังจากที่คณะนี้เริ่มเปิดรับผู้หญิงเข้าเรียนเป็นครั้งแรก และแม้กระทั่งในรุ่นของเธอก็ยังกำหนดสัดส่วนผู้ชาย 100 คน และผู้หญิงเพียง 30 คน
วีรยาเลือกเรียนคณะวนศาสตร์เพราะมองว่า "จะได้เที่ยว" เนื่องจากชื่นชอบที่จะอยู่กับป่า แต่สิ่งนี้ไม่ตรงกับความต้องการของแม่ที่เกรงว่าจะหางานทำไม่ได้ และอยากให้เรียนวิชาชีพพยาบาล วีรยาจึงตัดสินใจขับมอเตอร์ไซค์ไปที่สำนักงานป่าไม้เขตพิษณุโลก ที่อยู่ในจังหวัดบ้านเกิดของเธอ เพื่อสอบถามเจ้าหน้าที่ผู้หญิงเกี่ยวกับการเรียนวนศาสตร์
"เขาบอกว่าเรียนพยาบาลเลยน้อง อย่ามาเรียนวนศาสตร์ พี่ก็ใบ้กินแลย จะยืนยันกับที่บ้านซะหน่อย" วีรยากล่าว
ถึงกระนั้นวีรยาก็ยังคงมุ่งมั่นที่จะเข้าเรียนในคณะนี้ และปัจจุบันเธอได้กลับไปที่คณะเพื่อถ่ายทอดประสบการณ์ของเธอในโอกาสสำคัญ ๆ อาทิ ในงานวันสืบ นาคะเสถียร และงานปัจฉิมนิเทศนิสิต
"ทุกครั้งที่พูดกับน้อง พี่จะบอกว่ามันไม่ง่ายที่ผู้หญิงจะทำขึ้นมาจนได้แบบนี้ ... เหนื่อยมากกว่าผู้ชายหลายเท่า บอกเขาอย่างนี้ทุกครั้ง แต่พี่ถือคติอย่างเดียวว่า ถ้าเราพร้อมจะเหนื่อย ทำอะไรได้แน่นอน" เธอกล่าว "มันยากจริง ๆ กว่าพี่จะทำงานกับลูกน้องผู้ชาย ที่เขาจะยอมรับได้ พี่ต้องใช้การเรียนรู้ค่อนข้างเยอะที่จะเดินไปกับเขาได้ ไม่คิดว่าจะเป็นหัวหน้าหรอก แค่อยากจะทำงานร่วมกับเขาได้"
รัตนา งามยิ่ง ซึ่งเรียนจบปริญญาตรีคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา เล่าถึง วีรยา หรือ "พี่เหมียว" ที่นิสิตมักจะเรียกกัน ว่าเป็น "ไอดอล" ของนิสิตหลายคน เพราะความเป็นหญิง "เก่ง" และ "แกร่ง"
"พี่เขาเป็นผู้หญิงที่ทำงานป่าและทำงานร่วมกับผู้ชายได้อีก แล้วเป็นหัวหน้าผู้ชาย ก็ดูว้าว ดูเท่มาก พี่เขาต้องแข็งแกร่งหรือมีอะไรเจ๋ง ๆ ที่ทำให้เขาอยู่ตรงนี้ได้" หญิงวัย 25 ปี กล่าว
กว่าจะได้รับการยอมรับ
วีรยาสอบบรรจุเข้ารับราชการครั้งแรกในปี พ.ศ. 2539 โดยเลือกทำงานในสำนักอนุรักษ์ทรัพยากรและธรรมชาติ ที่กรมป่าไม้
หลังจากเรียนรู้งานในกรมฯ เป็นเวลาสองปี เธอไปทำงานที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งเป็นเวลา 6 เดือน ก่อนที่จะเริ่มทำงานปราบปราม โดยเป็นผู้ช่วยหัวหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเมี่ยงและภูทอง จ.พิษณุโลก ซึ่งเธอก็พบว่าเป็นงานที่ "ถูกจริต" สำหรับเธอ
"สำหรับผู้หญิง ถ้าไม่ได้โอกาส ก็ไม่ได้เดินไปได้ไกล" เธอกล่าว
เมื่อปี พ.ศ. 2551 เธอได้เป็นหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก ทำให้เธอเป็นหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าคนที่สองของประเทศ โดยคนแรกคือ กาญจนา นิตยะ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการสำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า จนกระทั่งปีที่แล้ววีรยาได้รับคำสั่งย้ายให้มาที่ห้วยขาแข้ง
แต่เธอก็ต้องเผชิญกับการถูกสบประมาทตั้งแต่ต้น เนื่องจากผู้หญิงที่จบคณะวนศาสตร์สมัยนั้นไม่ได้ถูกกำหนดให้ทำงานในสายที่ "บู๊ล้างผลาญ" แบบที่ผู้ชายทำ
"ผู้ชายมีพื้นฐานในใจอยู่แล้วว่าทำไม่ได้แน่ ๆ เขาไม่ได้คาดหวังเลย เขาดูถูก ... นอกจากไม่ยอมรับแล้วต่อต้านการที่ว่าทำไมต้องให้ผู้หญิงมาเป็นหัวหน้าชุดผม เพราะเขาเชื่อมั่นในฝีมือตัวเอง" เธอกล่าว "แม้กระทั่งตอนที่ได้รับแต่งตั้งเป็นหัวหน้าทุ่งใหญ่นเรศวร สังคมจะมองว่าตายแน่ ผู้หญิงคนนี้ทำงานไม่ได้แน่ ๆ ไม่น่าจะอยู่ได้เกินปี ดูแลลูกน้องไม่ได้หรอก เพราะไม่ใช่งานที่ผู้หญิงเคยทำได้"
วีรยามองว่า ในช่วงเริ่มแรกลูกน้องอาจจะไม่อยากให้เธอไปร่วมเดินลาดตระเวน เพราะมองเธอเป็น "ตัวถ่วง" ความเป็นผู้หญิง ทำให้เดินช้ากว่าผู้ชาย กระทั่งวันหนึ่งที่เธอเดินเข้าป่าไปพร้อมกับลูกทีม สิ่งที่เธอนำติดตัวไปด้วยมีเพียงกล้องถ่ายรูป จีพีเอส ย่าม น้ำ และสมุดโน้ต เธอถูกผู้กระทำผิดเข้าล้อม โดยในขณะนั้นเธอไม่มีปืนหรือแม้แต่มีดติดตัว หลังจากวันนั้นวีรยาตัดสินใจซื้อปืน ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เคยได้รับการฝึกให้ใช้ปีน แต่ที่ตัดสินใจเช่นนั้นเพื่อทำให้ลูกน้องมั่นใจว่า หากเกิดอะไรขึ้น เธอสามารถรับผิดชอบตัวเองได้
"ถ้าพี่โดนยิง คนที่ให้โอกาสพี่จะต้องถูกสังคมประณามหล่ะ ปล่อยข้าราชการผู้หญิงไปทำงานอย่างนี้ได้ไง ... เพราะฉะนั้นพี่จะรอบคอบในเรื่องเหล่านี้เยอะ ต้องระวังตัว เพราะถ้าพี่พลาด โอกาสของผู้หญิงจะลดลงทันที" เธอกล่าว "ตั้งแต่ตอนนั้นเป็นต้นมา ไม่ว่าจะเกิดอะไร ตกระกำลำบากขนาดไหน มัน [ลูกทีม] ก็จะเอาไปด้วย โดยเฉพาะกรณีไปจับผู้มีอิทธิพล ทุกคนอยากให้เราไปด้วย พี่ถือว่าอันนั้นประสบความสำเร็จในเรื่องการยอมรับว่าเป็นส่วนหนึ่งของทีม"
สานต่องาน 'สืบ'
การเสียชีวิตของ สืบ นาคะเสถียร จากการยิงตัวตายที่ห้วยขาแข้ง เมื่อวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2533 ช่วยปลุกกระแสอนุรักษ์ผืนป่าและสัตว์ป่าในไทย โดยในขณะนั้นวีรยายังเรียนอยู่ชั้นปีที่ 3
"ตอนที่ได้รับทราบข่าว ถามว่าเข้าใจวิธีคิดถึงวัตถุประสงค์ที่พี่เขายิงตัวตายไหม ไม่เข้าใจ เพราะเรายังงงว่าทำไมคนที่ทำหน้าที่หัวหน้าเขตฯ จะต้องมายิงตัวตาย และมีแรงกดดันอะไร" เธอกล่าว "แต่พอหลังจากที่จบมาแล้วได้มีโอกาสมาสานต่อ ทำงานตามแนวทางที่พี่สืบทำไว้ ได้เข้าใจเลยว่ามันมีแรงกดดัน มีข้อจำกัด มีความพยายามที่จะทำงานแล้วทำไม่ได้ ไม่ได้รับการสนับสนุนตามที่ร้องขอ หรือถูกปล่อยให้ทำงานโดดเดี่ยวโดยลำพัง"
ที่ห้วยขาแข้งมีชุมชนประชิดแนวเขตกว่า 100 กิโลเมตร มีผลต่อการใช้ทรัพยากรจากป่าเป็นจำนวนมาก การลาดตระเวนทำให้จับผู้กระทำผิดได้นับสิบคดีต่อปี
วีรยากล่าวว่า การบังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มที่ ทำให้เธอถูกมองว่าเข้มงวดเกินไป จนทำให้มีการตั้งค่าหัวเธอไว้ 15,000 บาท ในสมัยที่ยังเป็นผู้ช่วยหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเมี่ยงและภูทอง
"พี่ไม่ใช่แบบขอนั่นหน่อย ขอนี่หน่อย มาอ้อนวอน จะใช้คนนั้นคนนี้บีบบังคับว่าจะต้องปล่อย กับพี่ไม่เคยให้ใครเลย บางทีมันก็เป็นประเด็นว่าในระบบบ้านเราพี่เหมือนหัวแข็ง ใครขออะไรไม่ได้ เด็กคนนี้ไม่รู้จักผู้ใหญ่ โดนมาหมดแล้วค่ะ สาเหตุหนึ่งเป็นเพราะพี่บังคับใช้กฎหมาย" เธอกล่าว
ตำแหน่งใหม่ ในห้องแอร์
แม้ว่างานของวีรยาในฐานะที่เป็นหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า จะไม่ต้องลงพื้นที่บ่อยเท่ากับตอนที่เธอยังเป็นตำแหน่งผู้ช่วย แต่เธอก็ยังใช้เวลาในวันเสาร์และอาทิตย์ ในการเยี่ยมหน่วยพิทักษ์ป่าที่อยู่ในห้วยขาแข้ง
แต่สำหรับตำแหน่งงานใหม่ในฐานะผู้อำนวยการส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 12 (นครสวรรค์) นี้ ถือได้ว่าห้องทำงานของเธอไม่ได้อยู่ในผืนป่าอีกแล้ว
"ส่วนใหญ่เป็นงานนโยบาย ประชุม รายงาน ไม่สนุกเหมือนตอนเป็นผู้ช่วยที่ได้เดินลาดตระเวนกับลูกน้อง" เธอกล่าว
ในด้านหนึ่ง งานของเธอคือการกำกับติดตามการดำเนินงานของหัวหน้าหน่วยงานอนุรักษ์สัตว์ป่า ประมาณ 8 หน่วยงาน แต่งานหลักก็ยังเป็นการดูแลผืนป่าห้วยขาแข้ง เนื่องจากเป็นกลุ่มป่าตะวันตกที่เป็นป่าใหญ่ผืนสุดท้ายของประเทศที่มีความสำคัญและได้รับยกย่องให้เป็นมรดกโลก
อีกด้านหนึ่งวีรยา ต้องดูแลสัตว์ป่าที่อยู่นอกพื้นที่ป่า ไม่ว่าจะเป็นการอนุญาตให้มีการเปิดสวนสัตว์ อนุญาตให้เพาะเลี้ยงสัตว์ป่า อนุญาตให้ครอบครองงาช้าง หรืออนุญาตให้ครอบครองสัตว์ป่า เป็นต้น
วีรยาเปรียบการเติบโตในอาชีพของเธอตลอด 20 ปีที่ผ่านมาว่า "เธองอกจากเมล็ดที่ตกลงที่พื้น" เพราะเมื่อได้มาอยู่ในตำแหน่งระดับบน และมองกลับลงไปข้างล่าง ทำให้เธอเข้าใจลึกซึ้งถึงความรู้สึกและความต้องการของคนทำงานในป่า เธอคาดหวังว่าตำแหน่งหน้าที่ใหม่จะสนับสนุนให้เธอทำอะไรได้มากกว่าเดิม
แต่การปรับตัวให้เข้ากับที่ทำงานใหม่อย่างหนึ่งที่วีรยารู้สึกหนักใจยิ่งกว่าการทำงานในห้องแอร์แคบ ๆ ก็คือ การต้องนุ่งกระโปรงไปทำงาน
"ตอนอยู่ป่าไม่ต้องนุ่งกระโปรงเลย แต่พอเข้ามาอยู๋ในออฟฟิศเลยต้องปรับตัวเองให้เข้ากับสถานการณ์ ถ้าจะนุ่งกางเกงอาจจะไม่เหมาะ" เธอกล่าวทิ้งท้าย