You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
เหตุใดผู้หญิงจีนยุคใหม่จึงไม่ต้องการมีบุตร
"ฉันไม่มีปัญญาเลี้ยงลูก" กลอเรีย หญิงวัย 30 ปีเศษที่แต่งงานแล้วกล่าวกับบีบีซี
เธอได้ลองคำนวณค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงลูกในจีน และพบว่าอยู่ที่ประมาณเดือนละ 2,400 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 81,600 บาท) โดยที่ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เธอต้องใช้เป็นประจำในแต่ละเดือน
เธอแจกแจงค่าใช้จ่ายดังกล่าวว่า "ค่าใช้จ่ายประจำวัน เช่น ค่าอาหาร 3,000 หยวน, ค่าโรงเรียนอนุบาล 2,000 หยวน, ค่าจ้างเลี้ยงเด็กในกรณีที่จำเป็น 1,000 หยวน รวมทั้งค่าการศึกษาในอนาคตอีกอย่างน้อย 10,000 หยวน"
กลอเรียทำงานเป็นครูโรงเรียนประถมแบบไม่เต็มเวลา ในมณฑลกวางตุ้ง ทางภาคใต้ของจีน
รายได้เฉลี่ยของคนทำงานภาคเอกชนในพื้นที่แถบนี้ของจีนอยู่ที่เดือนละประมาณ 6,000 หยวน (ราว 29,700 บาท)
การที่กลอเรียเป็นลูกคนเดียวของครอบครัว เนื่องจากนโยบายลูกคนเดียวของรัฐบาลจีนก็ทำให้เธอต้องมุ่งเน้นไปที่การผ่อนบ้าน และเก็บเงินสำหรับดูแลพ่อแม่ในวัยชรา
ประชากรหดตัว
จีนกำลังเผชิญปัญหาประชากรหดตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 60 ปี และข้อมูลล่าสุดยังบ่งชี้ว่าผู้หญิงจีนส่วนใหญ่ต้องการมีลูกเพียงคนเดียว หรือไม่มีลูกเลย
ศูนย์วิจัยด้านประชากรและการพัฒนาของจีน ระบุว่า อัตราของผู้หญิงที่ไม่มีลูกเพิ่มขึ้นจาก 6% ในปี 2015 มาอยู่ที่ 10% ในปี 2020
นอกจากนี้ยังพบว่า ผู้หญิงจีนในวัยเจริญพันธุ์มีความต้องการมีบุตรลดลง โดยตัวเลขเฉลี่ยของจำนวนบุตรที่ต้องการมีอยู่ที่ 1.64 คนในปี 2021 จาก 1.76 คนในปี 2017
แม้ชาติอื่นในเอเชีย เช่น สิงคโปร์ ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้จะมีอัตราการเกิดต่ำเช่นกัน แต่คนส่วนใหญ่ระบุว่าพวกเขาอยากมีลูก 2 คน ซึ่งสวนทางกับชาวจีน
ดร. ส่วง เฉิน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านนโยบายสังคมระหว่างประเทศและสาธารณะ จากวิทยาลัยเศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์ ลอนดอน ชี้ว่า "ในกรณีนี้ จีนแตกต่างออกไป เพราะไม่เพียงจะมีอัตราการเกิดต่ำ แต่ความต้องการมีบุตรยังต่ำด้วย"
ใน "การประชุมสองสภา" (The two sessions) ระหว่างสมาชิกสภาประชาชนแห่งชาติจีน (NPC) และสมาชิกคณะกรรมการแห่งชาติของสภาที่ปรึกษาทางการเมืองแห่งประชาชนจีน (CPPCC) ซึ่งเป็นการประชุมการเมืองครั้งสำคัญที่สุดของปีที่จัดขึ้นเมื่อ 4 มี.ค.ที่ผ่านมา บรรดาที่ปรึกษาการเมืองได้เสนอแผนการต่าง ๆ ในการกระตุ้นจำนวนประชากร เช่น การสนับสนุนให้หญิงที่ยังไม่แต่งงานแช่แข็งไข่ รวมทั้งยกเว้นค่าเล่าเรียนและค่าตำราเรียนให้แก่เด็กตั้งแต่ระดับอนุบาลไปถึงวิทยาลัย
อีกข้อเสนอหนึ่งคือการให้เด็กที่เกิดจากพ่อแม่ที่ไม่มีคู่สมรสได้รับสิทธิเท่าเทียมกับเด็กจากครอบครัวที่พ่อแม่แต่งงานกันอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
ในจีน เด็กที่เกิดจากพ่อแม่ที่ยังไม่แต่งงานจะเผชิญความยากลำบากในการมีชื่อในทะเบียนบ้าน หรือที่เรียกว่า "ฮู่โข่ว" ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องใช้ในการเข้าเรียน การรับบริการสาธารณสุข รวมทั้งสวัสดิการสังคมต่าง ๆ และการแจ้งชื่อเข้าทะเบียนบ้านของเด็กเหล่านี้ก็มีราคาค่อนข้างแพง
สังคมแห่งการแข่งขัน
ค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงบุตรที่สูงคือเหตุผลหลักที่ทำให้ผู้หญิงจีนส่วนใหญ่เลือกไม่มีลูก
จีนเป็นสังคมที่มีการแข่งขันสูงตั้งแต่ลืมตาดูโลก พ่อแม่ชาวจีนมักพยายามหาโรงเรียนดี ๆ ให้ลูกด้วยการย้ายไปอยู่ในเขตที่มีโรงเรียนชื่อดัง และส่งลูกเรียนพิเศษต่าง ๆ
มีอา บัณฑิตวัย 22 ปี บอกกับบีบีซีว่า "ฉันไม่อยากให้กำเนิดชีวิตใหม่ในสิ่งแวดล้อมที่มีการแข่งขันรุนแรงแบบนี้"
มีอาเกิดในเมืองล็ก ๆ ทางภาคเหนือของจีน และใช้ชีวิตส่วนใหญ่ทุ่มเทเพื่อการศึกษา เธอสอบเข้ามหาวิทยาลัย หรือที่เรียกว่า "เกาเข่า" ที่มีการแข่งขันอย่างดุเดือดได้สำเร็จ และจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำในกรุงปักกิ่ง
แต่เธอกลับรู้สึกเครียดอยู่ตลอดเวลา
มีอาอธิบายว่า หลังจากเรียนจบ เธอยังต้องแข่งขันกับคนที่ครอบครัวมีกำลังทรัพย์ส่งไปเรียนต่อเมืองนอก นี่ทำให้เธอคิดว่าตัวเองคงไม่สามารถหาเงินได้มากพอจะส่งลูกให้ได้รับการศึกษาแบบนี้
"ถ้าฉันไม่สามารถสนับสนุนลูกให้ได้รับโอกาสแบบนี้ แล้วฉันจะนำชีวิตใหม่มาสู่โลกนี้ทำไม"
ความสมดุลของชีวิตและงาน
ผู้หญิงที่ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีทุกคนต่างบอกว่า ผลเชิงลบในการเป็นแม่ที่มีต่อหน้าที่การงาน คืออีกสาเหตุที่พวกเธอเลือกที่จะไม่มีลูก
พวกเธอเล่าว่า ในการสัมภาษณ์งานมักได้รับคำถามว่าพวกเธอมีแผนจะมีบุตรในอีก 2-3 ปีข้างหน้าหรือไม่ ถ้าตอบว่าใช่ โอกาสได้งานหรือการเลื่อนตำแหน่งก็จะลดลง
ดร.อวิ๋น โจว ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านสังคมวิทยาจากมหาวิทยาลัยมิชิแกน ในสหรัฐฯ อธิบายว่า "ความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเรื่องพร้อมมีบุตรหรือไม่สำหรับผู้หญิงจีนที่มีการศึกษาสูงจำนวนมาก"
"การทำงานสำหรับผู้หญิงกลุ่มนี้คือการรู้จักตัวเอง...ในตลาดงานที่มีการกีดกันทางเพศสูง ทำให้เป็นเรื่องยากในการเลือกระหว่างหน้าที่การงานกับการมีลูก" เธอกล่าว
การต่อสู้ที่ยากลำบาก
มีอาไม่ต่างจากหนุ่มสาวจำนวนมากที่นำเสนอชีวิตของตัวเองผ่านทางโซเชียลมีเดีย หลังจากเธอโพสต์วิดีโออธิบายเหตุผลที่ไม่ต้องการมีลูก ก็ต้องประหลาดใจที่ได้รับกระแสตอบรับเชิงลบจำนวนมาก
ผู้ชมหลายคนกล่าวหาว่าเธอเห็นแก่ตัว บางคนบอกว่าเธอยังไม่รู้ใจตัวเองดีเพราะอายุแค่ 22 ปี และว่าเธอจะเสียใจกับการตัดสินใจนี้เมื่ออายุเข้าเลขสี่
บางคนเลยเถิดถึงขั้นกล่าวหาว่าเธอเป็น "พวกอิทธิพลต่างชาติ" ที่ยุยงให้ผู้คนไม่มีลูก
เมื่อเดือน พ.ค. 2021 รัฐบาลจีนประกาศใช้นโนบายลูก 3 คน หลังจากในปี 2020 หญิงจีนให้กำเนิดทารกเพียง 12 ล้านคน ซึ่งเป็นตัวเลขการเกิดต่ำที่สุดนับแต่ปี 1961
ดังนั้นหลายคนจึงมองว่าผู้หญิงที่เลือกไม่มีบุตรเป็นพวกที่สร้างความผิดหวังให้ประเทศชาติ
แต่มีอามองเรื่องนี้ว่า "มันคือทางเลือกส่วนตัวของฉัน ฉันไม่ได้ส่งเสริมความคิดให้คนอื่นไม่มีลูก ฉันเคารพคนที่ต้องการมีลูก"
อีกคนที่ต่อสู้กับทัศนคติดังกล่าว คือ หยวน เสว่ผิง หญิงสาววัย 34 ปีจากเขตชนบทในจีนที่มีความเชื่อว่า ผู้หญิงมีหน้าที่ในการให้กำเนิดลูกชายเพื่อสืบสกุล
หยวนและพี่สาวของเธอไม่ได้เข้ามหาวิทยาลัย แม้ว่าเธอจะเป็น 1 ใน 3 ของเด็กเรียนเก่งที่สุดในโรงเรียน เพราะพ่อแม่ต้องส่งน้องชายของเธอให้เรียนในระดับสูง
"พ่อแม่ของฉันมักพูดว่า 'เด็กผู้หญิงจะเรียนมหาวิทยาลัยทำไม เพราะไม่ช้าก็เร็ว พวกเธอก็ต้องแต่งงาน และอยู่บ้านเลี้ยงลูกอยู่ดี'" หยวนเล่า
ตอนที่น้าสาวของเธอหย่าจากสามี และต้องรับภาระเลี้ยงลูก 2 คนตามลำพัง ยิ่งทำให้เธอรู้สึกไม่อยากมีลูกขึ้นไปอีก
"ฉันไม่ศรัทธาเรื่องการแต่งงานอีกแล้ว" หยวนบอก ปัจจุบันเธอจากบ้านเกิดมาใช้ชีวิตในเมือง และมีความสุขกับการใช้ชีวิตที่ไร้พันธะ
"ฉันอ่านหนังสือ และใช้เวลาว่างกับเพื่อน ๆ ฉันรู้สึกเป็นอิสระ"
รายงานเพิ่มเติมโดย ลารา โอเวน