เคิร์ก ดักลาส ขบถผู้ไม่ยอมจำนนต่ออิทธิพลเหนือแวดวงฮอลลีวูด

เคิร์ก ดักลาส (ขวา) และไมเคิล ดักลาส บุตรชาย ในภาพที่ถ่ายเมื่อเดือนพ.ย. 2018

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, เคิร์ก ดักลาส (ขวา) และไมเคิล ดักลาส บุตรชาย ในภาพที่ถ่ายเมื่อเดือนพ.ย. 2018
Published

มีน้อยคนที่จะรู้ว่า เคิร์ก ดักลาส ตำนานฮอลลีวูดผู้จากไปในวัย 103 ปี เคยได้รับรางวัลออสการ์เพียงครั้งเดียวตลอดเส้นทางอาชีพนักแสดงที่ยาวนานถึง 7 ทศวรรษของเขา โดยเป็นรางวัลกิตติมศักดิ์ที่มอบให้เพื่อยกย่องนักแสดงอาวุโสมากประสบการณ์ ผู้ทำคุณประโยชน์แก่วงการบันเทิงโดยเฉพาะ

ถึงจะไม่เคยได้รับรางวัลนักแสดงนำยอดเยี่ยมเหมือนคนอื่น ๆ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า เคิร์ก ดักลาส คือสัญลักษณ์อันโดดเด่นของแวดวงฮอลลีวูดในยุคหนึ่ง เขาภาคภูมิใจที่มักจะได้รับบทชายผู้แข็งแกร่ง ซึ่งตัวเขาเองเคยเรียกตัวละครกึ่งวายร้ายประเภทนี้ว่า "ไอ้ลูกหมา"

การที่เคิร์กพยายามสวมบทบาทการแสดงที่ดุดันให้สมจริงในบางครั้ง กลับส่งผลสะเทือนนอกจอไปยังชีวิตส่วนตัวของเขาด้วย โดยเขามักจะขัดแย้งกับผู้มีอิทธิพลในวงการ จนทำให้เส้นทางอาชีพไม่ค่อยก้าวหน้าและประสบความสำเร็จเท่าที่ควรจะเป็น

"ผมอยากเป็นนักแสดงมาตลอด"

เคิร์ก ดักลาส เป็นเพียงชื่อที่ใช้ในการแสดงเท่านั้น ชื่อจริงโดยกำเนิดของเขาคือ อิซซูร์ เดนีโลวิช เดมสกี เขาเกิดเมื่อปี 1916 และเติบโตมาในครอบครัวผู้อพยพชาวยิวที่ยากจนในเมืองอัมสเตอร์ดัมของรัฐนิวยอร์ก พ่อของเขาหนีออกจากรัสเซียมายังอเมริกา เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกเกณฑ์เป็นทหารในกองทัพของพระเจ้าซาร์

เคิร์ก ดักลาส

ที่มาของภาพ, EPA

พ่อแม่ของเคิร์กมีลูกถึง 7 คน เขาจึงต้องทำงานสารพัดอย่างตั้งแต่เด็กเพื่อช่วยหาเลี้ยงครอบครัว เช่นเคยต้องเร่ขายขนมให้กับคนงานในโรงงานเพื่อหาเงินมาซื้ออาหาร หนังสืออัตชีวประวัติของเขาระบุว่า เคยทำงานหารายได้มาแล้วไม่น้อยกว่า 40 งาน

ครั้งหนึ่งเมื่อเคิร์กได้เล่นละครของโรงเรียน เขารู้ทันทีว่านี่คืออาชีพที่เขาต้องการจะทำในอนาคต "สิ่งหนึ่งในชีวิตผมที่ผมรู้ตัวเองมาตลอดไม่เคยเปลี่ยนแปลง นั่นก็คือผมอยากเป็นนักแสดง"

ในเวลาต่อมา เคิร์กเข้าเรียนในโรงเรียนการแสดงได้สมใจ และหาเงินจ่ายค่าเทอมด้วยการลงแข่งมวยปล้ำอาชีพ ซึ่งขณะนั้นเขาเป็นแชมป์ของการแข่งขันระหว่างวิทยาลัยต่าง ๆ อยู่แล้ว เขายังหารายได้เสริมด้วยการเป็นพนักงานเฝ้าที่จอดรถและเป็นคนขนกระเป๋าที่โรงแรมอีกด้วย

ระหว่างที่เข้าเรียนในสถาบันศิลปะการแสดงอเมริกัน (AADA) เคิร์กมีเพื่อนร่วมชั้นที่ต่อมาเป็นนักแสดงและคนสำคัญในวงการบันเทิงมากมาย เช่นลอเรน เบคอลล์ และไดอานา ดิลล์ ซึ่งต่อมาได้กลายมาเป็นคู่ชีวิตของเขา

เคิร์กรับบทนักข่าวผู้ไร้ศีลธรรมในเรื่อง Ace In The Hole เมื่อปี 1951

ที่มาของภาพ, RONALD GRANT

คำบรรยายภาพ, เคิร์กรับบทนักข่าวผู้ไร้ศีลธรรมในเรื่อง Ace In The Hole เมื่อปี 1951

สู่แวดวงมายา

เขาเริ่มใช้ชื่อ เคิร์ก ดักลาส ในการแสดงเป็นครั้งแรกตอนช่วงปิดภาคเรียน โดยได้รับบทเล็ก ๆ ในละครเพลงบรอดเวย์เรื่องหนึ่ง หลังจากนั้นเคิร์กต้องเข้ารับราชการในกองทัพเรือเป็นเวลา 2 ปี ก่อนจะถูกปลดประจำการเพราะได้รับบาดเจ็บ

เคิร์กเข้าพิธีวิวาห์กับไดอานา ดิลล์ เพื่อนร่วมชั้นที่โรงเรียนการแสดงของเขา ทั้งคู่มีลูกด้วยกันสองคนคือไมเคิล ดักลาส ดาราดังผู้เดินตามรอยเท้าพ่อ และโจเอล ดักลาส ผู้ควบคุมการผลิตภาพยนตร์

เคิร์กได้รับบทแสดงนำในภาพยนตร์ครั้งแรก เมื่อลอเรน เบคอลล์ เพื่อนนักเรียนการแสดงของเขาที่กลายมาเป็นดาราดังคนหนึ่ง ได้แนะนำให้เขารู้จักกับฮัล บี. วอลลิส ผู้ควบคุมการผลิตภาพยนตร์เรื่อง The Strange Love of Martha Ivers และต่อมาเขามีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักมากขึ้นหลังรับบท มิดจ์ เคลลี นักมวยตกอับในภาพยนตร์ Champion โดยภาพยนตร์เรื่องนี้ทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์เป็นครั้งแรกด้วย

เคิร์กได้รับเสียงชื่นชมอย่างมากหลังรับบทจิตรกรผู้อาภัพ วินเซนต์ แวน โก๊ะห์

ที่มาของภาพ, Ronald Grant

คำบรรยายภาพ, เคิร์กได้รับเสียงชื่นชมอย่างมากหลังรับบทจิตรกรผู้อาภัพ วินเซนต์ แวน โก๊ะห์

นักวิจารณ์ภาพยนตร์ผู้หนึ่งมองว่าบุคลิกลักษณะของมิดจ์ เคลลี ที่เคิร์กสวมบทบาทในเรื่องนี้ ก็คือตัวตนที่แท้จริงของเขานั่นเอง ซึ่งก็คือการเป็นคนชั้นล่างที่สร้างตัวด้วยความทะเยอทะยาน มีความเห็นแก่ตัวและใจหินไร้ความปราณี

เคิร์กยังเคยรับบทตัวร้ายจนมีชื่อเสียงจากบทบาทที่คนเกลียดชังหลายครั้ง เช่นรับบทนักข่าวผู้ไร้ศีลธรรมในเรื่อง Ace In The Hole เมื่อปี 1951 โดยนักข่าวผู้นี้ทำได้ทุกอย่างเพื่อให้ได้เรื่องอื้อฉาวมาตีพิมพ์

ขบถของวงการ

อย่างไรก็ตาม การที่เคิร์กมีเชื้อสายยิวและครอบครัวของเขาเป็นผู้อพยพจากรัสเซียที่ยากจน ทำให้เคิร์กมีจุดยืนต่อต้านกลุ่มอภิสิทธิชนและผู้เกลียดชังชาวยิวมาโดยตลอด ซึ่งแน่นอนว่าเรื่องนี้ทำให้เขามีศัตรูมากมาย

ในปี 1957 เคิร์กตั้งบริษัทผลิตภาพยนตร์ของตนเอง เพื่อหลีกหนีจากเงื้อมมือของผู้มีอิทธิพลในวงการ ซึ่งอาจจะว่าจ้างหรือปลดดาราคนไหนก็ได้ตามใจชอบ

ภาพยนตร์เรื่องสปาร์ตาคัสสื่อถึงความเป็นขบถของเคิร์กที่มีต่อผู้กุมอำนาจในแวดวงฮอลลีวูด

ที่มาของภาพ, Ronald Grant

คำบรรยายภาพ, ภาพยนตร์เรื่องสปาร์ตาคัสสื่อถึงความเป็นขบถของเคิร์กที่มีต่อผู้กุมอำนาจในแวดวงฮอลลีวูด

เขายังแสดงการต่อต้านกระแสล่าแม่มดในยุคที่ชาวอเมริกันหวาดกลัวระบอบคอมมิวนิสต์ โดยว่าจ้าง ดัลตัน ทรัมโบ นักเขียนที่มีรายชื่ออยู่ในบัญชีดำมาเขียนบทภาพยนตร์เรื่อง Spartacus อีกด้วย ซึ่งในเวลาต่อมาภาพยนตร์เรื่องนี้คว้ารางวัลออสการ์มาครองได้ถึง 4 รางวัล ทั้งมีนักวิจารณ์หลายคนมองว่า เรื่องราวของสปาร์ตาคัสที่เป็นทาสผู้ก่อกบฏต่อต้านจักรวรรดิโรมันโบราณ ก็คือการเปรียบเปรยถึงความเป็นขบถของเคิร์กที่มีต่อผู้กุมอำนาจในแวดวงฮอลลีวูดนั่นเอง

เคิร์กเริ่มถอนตัวจากการแสดงภาพยนตร์ในช่วงทศวรรษ 1970 เพื่อหันไปทำงานกำกับและผลิตภาพยนตร์เป็นหลัก แต่เขายังกลับมาปรากฏตัวในภาพยนตร์บางเรื่องในช่วงสองทศวรรษต่อมา เช่นเรื่อง Greedy ที่แสดงร่วมกับไมเคิล เจ. ฟ็อกซ์ นอกจากนี้ เขายังเขียนนวนิยายเรื่อง Dance with the Devil และ The Secret อีกด้วย

Spartacus

ที่มาของภาพ, ILVER SCREEN COLLECTION

ในปี 1996 เคิร์กล้มป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งทำให้ใบหน้าของเขาเป็นอัมพาตไปครึ่งซีก แต่ก็ยังสามารถขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ในพิธีมอบรางวัลออสการ์กิตติมศักดิ์ในปีเดียวกันได้

เขาคือดาราฮอลลีวูดผู้ยิ่งใหญ่ที่ไต่เต้าสู่ความมีชื่อเสียงตั้งแต่ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง และเป็นหนึ่งในนักแสดงหัวรั้นที่มีความเป็นขบถในตัวเองมากที่สุด เคิร์กเคยกล่าวไว้ว่า

"ไม่จำเป็นจะต้องให้นักวิจารณ์มาคอยเตือนว่าผมเป็นนักแสดง ผมสร้างหนทางของผมเองได้ ไม่มีใครเป็นนายของผม ไม่เคยมีหน้าไหนเป็นนายเหนือผมทั้งนั้น"