โรม-กรณ์ถามหาความ "จริงใจ" ของรัฐบาล "อนุทิน 2" ปราบสแกมเมอร์-ทุนเทา กล้าตรวจสอบคนใกล้ตัวหรือไม่

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
ในวันที่สองของการประชุมร่วมกันของรัฐสภาเพื่ออภิปรายนโยบายรัฐบาล "อนุทิน 2" ฝ่ายค้านตั้งคำถามต่อ "ความจริงจัง" และ "ความจริงใจ" ในการปราบปรามเครือข่ายสแกมเมอร์และแก๊งทุนเทาของรัฐบาล
เช้าวันนี้ (10 เม.ย.) 2 สส. ฝ่ายค้านจากพรรคประชาชน (ปชน.) และพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อภิปรายตั้งข้อสังเกตถึงมาตรฐานการแต่งตั้งรัฐมนตรี (รมต.) ในรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย โดยเฉพาะการปรากฏชื่อนายประเสริฐ จันทรรวงทอง ร่วมวงคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทั้งที่เขาปรากฏตัวในฐานะสักขีพยานลงนามในบันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กับบริษัทสิงคโปร์ ที่ สส. พรรค ปชป. ระบุว่ามันถูกเรียกว่า "เอ็มโอยูอัปยศ" โดยอยู่ร่วมเฟรมกับนายเบน สมิธ
จนถึงเวลา 19.00 น. ทั้งนายกฯ อนุทิน และบรรดา รมต. สังกัดพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ที่ถูกพาดพิง ไม่ว่าจะเป็น นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม, นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ยังไม่ได้ชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาและตอบข้อสงสัยของ สส. ฝ่ายค้านแต่อย่างใด
มีเพียง 2 รมต. จากพรรคเพื่อไทย (พท.) ที่ใช้สิทธิชี้แจงแก้ข้อกล่าวหากลางสภาแล้วคือ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ที่ชี้แจงกรณีซื้อเครื่องบินเจ็ทส่วนตัวจากภรรยาของนายเบน สมิธ ว่าขณะนั้นยังไม่มีการกล่าวหานายเบนว่ายุ่งเกี่ยวกับทุนสีเทา
ส่วนนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ ปฏิเสธว่าไม่เคยรู้จักกับบริษัทที่มาลงนามในเอ็มโอยู และส่วนตัวก็ไม่เคยถูกกล่าวหา หรือชี้มูลความผิดใด ๆ และ "มีคุณสมบัติพร้อมดำรงตำแหน่ง รมต." เพราะผ่านการตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว
สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ได้ยึดและอายัดทรัพย์สินเครือข่ายอาชญากรรมของนายนายยิม เลียก นักธุรกิจชาวกัมพูชา ประธานเครือกลุ่มบริษัทบีไอซีกรุ๊ป (B.I.C. Group) ธนาคารบีไอซี (B.I.C. Bank) และนายเบน สมิธ หรือนายเบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ นักธุรกิจชาวแอฟริกาใต้ มาแล้ว 2 ครั้ง คิดเป็นมูลค่ารวม 20,392 ล้านบาท
วานนี้ (9 เม.ย.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย เพิ่งเป็นประธานแถลงข่าวที่สำนักงาน ปปง. ในการยึดและอายัดทรัพย์สินของเครือข่ายนี้เป็นล็อตที่ 2 มูลค่า 8,269 ล้านบาท ทั้งนี้นายกฯ กล่าวว่า การดำเนินการนี้สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลไม่เคยมองข้ามอาชญากรรมประเภทนี้ พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลเต็มใจและยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะสนับสนุนให้ทุกหน่วยงานได้ทำหน้าที่ปราบปรามอาชญากรรมอย่างเต็มที่
นายอนุทินยังกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มที่กับผู้กระทำความผิด ซึ่งล้วนแต่ "เป็นผู้มีอิทธิพลและมีเครือข่ายหรือแม้กระทั่งมีความสัมพันธ์กับผู้มีอำนาจบริหารบ้านเมืองอยู่" โดยขอให้ยึดมั่นในหลักการ "ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม" หากพบว่ากระทำความผิด ก็จะดำเนินการทุกอย่างอย่างเข้มงวด ไม่มีข้อยกเว้น

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
โรมข้องใจรัฐบาลปราบสแกมเมอร์ด้วยการ "ไล่อาชญากรข้ามชาติให้ไปอยู่ที่อื่น"
นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวเน้นย้ำในการประชุมร่วมกันของรัฐสภาวันนี้ (10 เม.ย.) ถึงความจำเป็นในการถอนรากถอนโคนเครือข่ายสแกมเมอร์อย่างจริงจัง พร้อมยกหนึ่งในตัวชี้วัดที่แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลยังห่างไกลจากความสำเร็จคือ กรณีฮุยวันเพย์ (Huione Pay) แพลตฟอร์มการโอนเงินคริปโต (cryptocurrency) ออนไลน์จากกัมพูชา ว่ามีความเกี่ยวข้องกับ นายฮุน โต ลูกพี่ลูกน้องของนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ทั้งนี้ เขาชี้ว่าตำรวจสอบสวนกลางมีข้อมูลของ Huione Pay ทั้งหมด แต่แทบไม่เห็นการขยายผลคดีนี้เลย ทั้งที่เป็นคดีใหญ่และรุนแรงกว่าคดีที่ใช้ในการยึดทรัพย์นายเบน สมิธ และนายยิม เลียก มาก
เขากล่าวต่อไปว่า ในปฏิบัติการสกายฟอล (Skyfall) ของตำรวจสอบสวนกลาง เคยมีการจับกุมคนร้ายที่เกี่ยวข้องกับการฝากและถอนเงินเพื่อข้ามไปเมียนมาผ่านแพลตฟอร์ม Huione Pay โดยสามารถยึดเงินสดกว่า 46 ล้านบาท แม้ฟังเหมือนดูดี แต่มีแค่ "ลูกกระจ๊อก" เท่านั้นที่ถูกดำเนินคดีตามกฎหมายไทย ซึ่งก็หาใหม่มาแทนที่ได้เรื่อย ๆ และเงิน 46 ล้านบาทที่ยึดได้เป็นเพียง "ขี้ปะติ๋ว" เพราะแพลตฟอร์ม Huione Pay มีเงินหมุนเวียนถึง 3.3 ล้านล้านบาท เฉพาะกระเป๋าเงินที่เกี่ยวกับคดี Skyfall กระเป๋าเดียว มีเงินหมุนเวียนกว่า 2 หมื่นล้านบาท
นายรังสิมันต์ชี้ว่า กรณีของ Huione ยังพบความเชื่อมโยงมาถึงเครือข่ายของนายเบน สมิธ ที่ ปปง. เคยยึดอายัดทรัพย์สินเป็นหมื่นล้านด้วย เขาชี้ว่าข้อมูลจากคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ความมั่นคงแห่งรัฐฯ สภาผู้แทนราษฎร พบว่า มีการตั้งกองทุนฮุยวัน เอเอ็ม เอสเอ (Huione AM SA) ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ แม้ว่ากองทุนนี้ปิดตัวไปแล้ว แต่เขาบอกว่าจากการสืบค้นพบว่ากองทุนนี้มีนายจอร์จ ธาน และนายยูจีน ถัง เป็นผู้จัดการกองทุน
"พูดมาถึงตรงนี้ ผมมั่นใจว่าท่านประเสริฐ จันทรรวงทอง น่าจะคุ้นหูชื่อเหล่านี้เป็นอย่างดี เพราะนายจอร์จ ธาน คนนี้เป็นตัวแทนของบริษัท Prime Opportunity Fund VCC ของสิงคโปร์ ที่เชื่อมโยงกับบริษัท CAI Optimum Fund VCC ในการเซ็นเอ็มโอยู (MOU – บันทึกความเข้าใจ) กับปลัดกระทรวงดีอี โดยมีนายประเสริฐ รมว.ดีอี ในขณะนั้น มาเป็นสักขีพยานร่วมกับนายเบน สมิธ ในพิธีลงนาม" นายรังสิมันต์กล่าว
สส. พรรคสีส้มกล่าวต่อไปว่า แม้โครงการนี้จะอ้างว่าเป็นไปเพื่อนำร่องพัฒนาและส่งเสริมศูนย์ธุรกิจดิจิทัลสำหรับประเทศไทย แต่ไป ๆ มา ๆ ปรากฎว่าโครงการนี้กลายเป็นสารตั้งต้นให้บริษัทซึ่งเชื่อมโยงกับเครือข่ายของนายเบน สมิธ เก็บข้อมูลม่านตาของคนไทยไปแล้วกว่า 1.2 ล้านคน โดยผิดพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือกฎหมาย PDPA อย่างร้ายแรง

ที่มาของภาพ, Facebook/รังสิมันต์ โรม
สส.รังสิมันต์ระบุต่อไปว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อคนไทย นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดีอี ทราบเรื่องเป็นอย่างดี จึงสั่งยกเลิกเอ็มโอยู และดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งในกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และมีการส่งต่อเพื่อดำเนินคดีในชั้นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) ด้วย เขากล่าวต่อด้วยว่า ไม่ว่าคดีนี้จะจบอย่างไรในชั้น ป.ป.ช. แต่ระหว่างนี้นายกฯ อนุทินได้ลงโทษให้นายประเสริฐ ผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าปฏิบัติหน้าที่ไม่ชอบ ชดใช้กรรมด้วยการให้ไปเป็น รมว.ศึกษาธิการ
เขาตั้งคำถามต่อว่า นี่ใช่ไหมคือการแก้ปัญหาคอรัปชันอย่างเป็นรูปธรรมตามนโยบายของรัฐบาล ไม่เกรงใจนายไชยชนก เลขาธิการพรรค ภท. เลยสักนิดหรือ และยังแสดงความสงสัยต่อมาตรฐานการคัดเลือกคนมาเป็นรัฐมนตรี
"ทีท่านสุดาวรรณ (หวังศุภกิจโกศล ซึ่งปรากฏชื่อในโผ รมว.พัฒนาสังคมฯ ของพรรคเพื่อไทย) ท่านไม่ให้เป็น รมต. ทั้งที่คดียังอยู่ในขั้นตอนของดีเอสไอ แต่กับท่านประเสริฐซึ่งดีเอสไอทำคดีเสร็จจนส่งเรื่องไปยัง ป.ป.ช. แล้ว โดยรัฐบาลของท่านเป็นผู้ดำเนินคดีกับท่านประเสริฐแท้ ๆ ยังกลับมาเป็น รมต. ได้ ช่างประเสริฐเสียจริง ๆ ที่ท่านสุดาวรรณไม่ได้เป็น รมต. ผมไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะเรื่องคดีความ หรือเพราะผู้มีอำนาจในพรรคท่านมีปัญหากับพ่อของท่านสุดาวรรณกันแน่" นายรังสิมันต์กล่าว
นักการเมืองสังกัดพรรค ปชน. ยังสรุปเรื่องราว "โลกคู่ขนานกับประเทศไทย" ให้เพื่อนร่วมสภาฟัง โดยระบุว่าทางการสิงคโปร์ได้จับกุมนายจอร์จ ธาน และนายยูจีน ถัง กรรมการบริษัท CAI เมื่อ 5 มี.ค. โดยกล่าวหาว่าบริษัทดังกล่าวมีส่วนเกี่ยวข้องกับเครือข่ายการฟอกเงินข้ามชาติ พร้อมชี้ว่าความจริงแล้วผู้เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ยังรวมถึงภรรยาของนายเบน สมิธ ด้วย เพราะข้อมูลจากคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แห่งสหรัฐฯ (SEC) ยืนยันว่า น.ส.แคทลียา คือหนึ่งในผู้จัดการกองทุน CAI ร่วมกับชาวสิงคโปร์ทั้ง 2 คน
นายรังสิมันต์ระบุว่าที่เขาอภิปรายมาทั้งหมด เพื่อชี้ให้เห็นว่าเครือข่ายสแกมเมอร์ที่ปฏิบัติการอยู่ในบ้านเราล้วนเป็นเครือข่ายเดียวกัน และเป็นเครือข่ายฟอกเงินขนาดใหญ่ แต่รัฐบาลไม่ยอมทำคดีสำคัญที่เชื่อมโยงกับ Huione ไม่มีการออกหมายแดงเพื่อตามล่านายเบนและภรรยา ปล่อยให้พวกเขาไปใช้ชีวิตสุขสบายที่ต่างประเทศ
"สิ่งที่รัฐบาลท่านอนุทินทำ เป็นแค่เพียงการไล่อาชญากรข้ามชาติให้ไปอยู่ที่อื่น โดยไม่สนใจว่าจะนำตัวมาดำเนินคดีที่ศาลไทยหรือไม่ ขณะที่อาชญากรตัวเอ้อย่างนายหลี่ เซียง เจ้าของ Huione ถูกนำตัวไปดำเนินคดีที่จีนแล้ว ผมเองก็อยากเห็นการดำเนินคดีกับเครือข่ายที่เชื่อมโยงกับ Huione ในไทยเช่นเดียวกัน" นายรังสิมันต์ระบุในที่ประชุมรัฐสภา
รังสิมันต์เปิดตัว "เสี่ยตือ" เจ้าของน้ำมันอ่างทอง ชี้เป็นลูกหนี้พิพัฒน์-ผู้บริจาคให้พรรค ภท.

ที่มาของภาพ, Facebook/รังสิมันต์ โรม
อีกหนึ่งตัวละครที่ สส.จากพรรคประชาชนรายนี้เอ่ยถึงคือ "เสี่ยตือ" ที่เขาชี้ว่าเป็นผู้มีสายสัมพันธ์กับนักการเมืองและข้าราชการระดับสูง ซึ่งนอกจากเปิดกาสิโนตามแนวชายแดน อันเป็นที่ตั้งของแก๊งสแกมเมอร์แล้ว ยังมีธุรกิจเกี่ยวกับน้ำมันด้วย
"ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อว่าโลกของสแกมเมอร์และการกักตุนน้ำมัน ตลอดจนทำน้ำมันเถื่อน ท้ายที่สุดก็มาบรรจบกัน การจับกุมน้ำมันที่ จ.อ่างทอง ก็เป็นของ 'เสี่ยตือ' คนนี้" นายรังสิมันต์กล่าว
เขายกข้อมูลในแบบรายงานเหตุอุกฉกรรจ์ สะเทือนขวัญ และเหตุที่ต้องรายงานด่วน เมื่อ 20 มี.ค. และ 23 มี.ค. ยืนยันว่าพบน้ำมันจำนวนหลายแสนลิตรที่เก็บในคลังเก็บน้ำมันที่อ่างทอง และบอกว่าจากการที่ตนตรวจสอบบริษัทที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เป็นที่รู้กันว่าเป็นของ "เสี่ยตือ" เขาระบุด้วยว่าผู้ถือหุ้นก็ล้วนเป็นคนในครอบครัวเสี่ยตือ พร้อมชี้ว่าประเด็นคือตำรวจหา "ไอ้โม่ง" ที่ตุนน้ำมันมาให้รัฐบาลแล้ว แต่รัฐบาลกลับยังคงกล่าวหาประชาชนว่าเป็น "ไอ้โม่ง" อยู่ และตั้งคำถามว่าผ่านมา 3 สัปดาห์ ทำไมจึงยังไม่มีความคืบหน้า ขยายผล หรือจัดการกับเครือข่ายนี้
สส. ฝ่ายค้านคนนี้อ้างข้อมูลจากสำนักข่าวเน็กซ์นิวส์ (Next News) ที่ว่าบริษัทในเครือข่าย "เสี่ยตือ" มีความสัมพันธ์เป็นลูกหนี้ของนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม มากกว่า 100 ล้านบาท มีสัญญากู้ 2 สัญญา เขากล่าวด้วยว่าที่สำคัญคือในเดือน พ.ย. 2568 ปรากฏว่าคนในครอบครัว "เสี่ยตือ" ได้บริจาคเงินให้กับพรรค ภท. 1 ล้านบาท
"อะไรมันจะช่างบังเอิญได้ขนาดนี้ บริษัทในเครือข่ายเสี่ยตือเป็นลูกหนี้ท่านพิพัฒน์ คนในครอบครัวเสี่ยตือบริจาคเงินให้พรรคภูมิใจไทย มาวันนี้ราคาน้ำมันแพง เสี่ยตือถูกสงสัยว่ากักตุนน้ำมัน แต่ไม่มีการจับกุม ไม่มีการดำเนินคดีขยายผล จนอดคิดไม่ได้ว่าวิกฤตที่พี่น้องประชาชนประสบ มีสาเหตุมาจากการถอนทุนการเมืองของนายทุนน้ำมันพรรคการเมืองหรือไม่" เขากล่าว
"เรื่องที่ผมพูดมา เขารู้กันทั้งยุทธจักร ท่านพิพัฒน์นั้นทราบดีว่าเสี่ยตือเป็นใคร และมีธุรกิจอะไรบ้าง ไก่เห็นตีนงูอย่างไร งูก็เห็นนมไก่ฉันนั้น ถ้ารัฐบาลไม่กล้าเล่นไอ้โม่ง ก็อาจจะเป็นเพราะไอ้โม่งคือคนในรัฐบาลใช่ไหม หยิกเล็บเจ็บเนื้อใช่หรือเปล่า" นายรังสิมันต์กล่าว

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
สส. พรรคสีส้มยังย้อนความกรณีนายไชยชนกแฉกลางสภาว่ามีคนต้องการติดสินบน 40 ล้านบาท/เดือน ให้ รมว.ดีอี เพื่อให้ไม่ปราบเว็บพนันและแก๊งสแกมเมอร์ แต่จนถึงวันนี้ยังไม่มีใครถูกจับเลย
"คนที่ไปติดสินบนก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ก็เป็นลูกเสี่ยตือที่เคยมีประวัติถูกจับและยึดอายัดทรัพย์ในคดีเว็บพนันมาก่อน แล้วบริษัทที่กู้เงินของท่านพิพัฒน์กว่าร้อยล้าน ก็เป็นของลูกชายเสี่ยตือ คงเป็นความบังเอิญอีกแล้วที่คนใกล้ชิดของท่านพิพัฒน์ และคนที่จะติดสินบนท่านไชยชนก 40 ล้าน เป็นคนในเครือข่ายเดียวกัน เพราะความสัมพันธ์กันแบบนี้ จนถึงวันนี้คนที่เกี่ยวข้องกับสินบนท่านไชยชนกยังลอยนวลพ้นผิดต่อไปได้"
นายรังสิมันต์เรียกร้องให้นายกฯ เลิกเกรงใจ และออกตามล่าเครือข่ายที่เป็น "ไทยเทา" ที่คอยเคลียร์ทางให้อำนาจมืดสามารถเข้าซื้ออำนาจรัฐในประเทศได้ และเรียกร้องให้นายกฯ ตรวจสอบคนใกล้ตัวอย่างนายพิพัฒน์ด้วยว่ามีความสัมพันธ์ลึกซึ้งแค่ไหนกับ "เสี่ยตือ"
อย่างไรก็ตามเขาแจกแจงเพิ่มเติมว่า "เสี่ยตือ" ที่เขาพูดถึงไม่ใช่บิดาของ รมต. แต่อย่างใด
เขายังฉายภาพสิ่งที่เรียกว่า "วัฏจักรอุบาทว์ที่กัดกินทำลายสังคมไทย" จากสแกมเมอร์และน้ำมันเถื่อนที่กลับกลายเป็นเครือข่ายเดียวกัน ทำหน้าที่คล้ายกันคือหาเงินจากธุรกิจผิดกฎหมาย สร้างเครือข่ายราชการ มีพวกพ้องในการเมือง เงินที่ได้จากธุรกิจผิดกฎหมายก็นำมาใช้ในการเลือกตั้ง เมื่อได้รัฐบาลที่ตัวเองสนับสนุน ก็ไปถอนทุนผ่านธุรกิจผิดกฎหมายที่ได้รับคุ้มครองจากกลไกอำนาจรัฐ
สส.รังสิมันต์สรุปว่า วิกฤตน้ำมันที่ประชาชนกำลังเจอ ได้เปลือยให้เราเห็นรัฐบาลนี้อย่างชัดเจนว่าภายใต้ "หน้ากากคนดี คนรักชาติ" ที่สร้างขึ้นมา เป็นเพียงภาพลักษณ์เพื่อสร้างความไว้ใจให้กับขั้วอำนาจบางขั้วอำนาจ และตั้งคำถามว่าคนดี คนรักชาติแบบไหนที่เปิดประตูเมืองต้อนรับบรรดาทุนเทาให้มายึดชาติ "สิ่งที่ท่านทำมันไม่ต่างอะไรกับ "พระยาพลเทพ" ที่หักหลังคนในชาติ แล้วเปิดประตูเมืองให้กับอริราชศัตรู"
นายรังสิมันต์ขึ้นอภิปรายเป็นคนแรกของวันนี้ (10 เม.ย.) ซึ่งสมาชิกในห้องประชุมยังค่อนข้างบางตา จึงสามารถอภิปรายได้อย่างราบรื่น แม้พาดพิงแกนนำคนสำคัญของรัฐบาลหลายช่วง กระทั่งตอนท้าย ๆ จึงมี สส. พรรค ภท. ลุกขึ้นประท้วง โดยระบุว่าเป็นการกล่าวหา ข้อเท็จจริงยังไม่สรุป และขอให้พูดเสนอแนะต่อรัฐบาลจะดีกว่า

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
กรณ์ท้าอนุทินต้อง "กล้าตรวจสอบคนใกล้ชิด"
นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) คืออีกคนที่อภิปรายประเด็นการปราบทุนเทาและแก๊งสแกมเมอร์ โดยหยิบยกตารางรายละเอียดหลักทรัพย์ที่พรรค ปชป. จัดทำและเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือ กลต. และ ปปง. ตั้งแต่เดือน พ.ย. 2568 มาแสดงกลางสภา และย้ำเตือนว่าหลังจากมีการประกาศยึดทรัพย์ในรอบแรก ยังมีหลักทรัพย์จำนวนมากอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ที่มีผู้ถือหุ้นชื่อเดียวกัน กลุ่มเดียวกันกับกลุ่มที่ถูกยึดทรัพย์ไป แต่ กลต. และ ปปง. ยังไม่ดำเนินการ พร้อมชี้ว่าการทำงานของหน่วยงานภายใต้การกำกับของรัฐบาลนั้นล่าช้ามาก
รองหัวหน้าพรรค ปชป. แสดงความเห็นด้วยกับรองหัวหน้าพรรค ปชน. ว่ารัฐบาลดูเหมือนเก่งมากในการไล่ล่าผู้กระทำผิดที่เป็นคนต่างชาติ/ต่างด้าว และดูเหมือนจะมีความพึงพอใจเมื่อผู้คนเหล่านั้นย้ายออกจากประเทศไทยไป ถือว่าเรื่องนั้นจบ แต่เขาชี้ว่าตามข้อเท็จจริงคือ ต่างชาติ/ต่างด้าว สแกมเมอร์ นักฟอกเงินกลุ่มนี้ ไม่สามารถซื้อหุ้นหรือทรัพย์สินที่ทาง ปปง. ได้ยึดไป 2 รอบได้ถ้าไม่มีคนไทยมีส่วนเกี่ยวข้อง ช่วยเหลือ หรือแม้แต่เป็นนอมินี
นายกรณ์กล่าวว่า ล่าสุด ปปง. ได้อายัดทรัพย์ที่เป็นหุ้นบริษัทที่ชื่อ Pilgrim Finansa Investment Holdings ซึ่งอดีต รมช.คลัง ในรัฐบาล "อนุทิน 1" อยู่เบื้องหลัง เขาระบุว่าสุดท้าย รมช.คลังคนนี้ได้ลาออกไปหลังมีภาพปรากฏว่าเขาเป็นที่ปรึกษาให้กับธนาคารบีไอซีกัมพูชา (B.I.C Bank Cambodia) ซึ่งเป็นธนาคารของนายยิม เลียก
นอกจากนี้ สส.จากพรรคประชาธิปัตย์ ยังกล่าวด้วยว่า อดีต รมช.คลังคนดังกล่าวยังเปิดเผยว่าได้เข้ามาซื้อหุ้นฟินันเซีย ไซรัส ด้วยทุนเพียง 200 กว่าล้านบาท ทั้งที่มูลค่า ณ วันนั้นกว่า 690 ล้านบาท โดยอ้างว่าเงินที่ได้มานั้นเป็นเงินที่กู้ยืมมาจากกองทุน Capital Asia Investment Optimum Fund (CAI Optimum Fund) ที่เขาชี้ว่าวันนี้ชัดเจนแล้วว่ามีความเกี่ยวโยงโดยตรงกับนายเบน สมิธ และหุ้นของ CAI เกือบทั้งหมดที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ถูก ปปง. ยึดไปแล้ว พร้อมชี้ว่านอกจากกู้เงินจาก CAI แล้ว ยังได้วงเงินเพิ่มเติมจากธนาคาร B.I.C. กัมพูชาเพื่อที่จะมารองรับการซื้อหุ้นฟินันเซียด้วย
สส.จากพรรคสีฟ้า ยังได้ฝากคำถามไปยังนายกรัฐมนตรีและอดีต รมช. คลังคนดังกล่าวด้วย
- คำถามถึงนายกฯ: จะสั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสืบย้อนกลับไปหรือไม่ว่าที่กลุ่มสแกมเมอร์ กลุ่มฟอกเงิน เข้ามาซื้อหุ้นในตลาดทรัพย์ไทยได้ มีใครเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือ ?
- คำถามถึงอดีต รมช.คลัง: กู้เงินจาก CAI จริงหรือไม่ สามารถพิสูจน์ได้หรือไม่ว่าคืนเงินกู้นั้นไปแล้ว หรือแค่ทำหน้าที่ในฐานะเป็นนอมินี ?
เขาบอกว่า ทั้งหมดยังรอการพิสูจน์ และเป็นตัวบ่งชี้ว่าบุคคลที่เกี่ยวข้องกับขบวนการสแกมเมอร์ฟอกเงิน ไม่ใช่แค่นายเบน สมิธ หรือนายยิม เลียก
"ถ้าท่านกล้าที่จะ 'ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม' จริง ท่านก็ต้องกล้าที่จะตรวจสอบบุคคลที่มีความใกล้ชิดกับท่าน ซึ่งไม่ใช่เป็นเพียงแค่อดีต รมช.คลัง"
นายกรณ์กล่าวอีกว่า หุ้นอีกตัวที่ถูกอายัดคือบริษัทลูกของโรงกลั่นน้ำมันบางจาก คือบริษัทบีพีซีจี (BCPG) ถือโดยกองทุน CAI และ Pilgrim อีกแล้ว แต่กรณีของ BCPG น่าสนใจและเกี่ยวโยงกับบุคคลในประเทศ เพราะซื้อผ่านกระบวนการขายหุ้นแบบเจาะจง (private placement) กล่าวคือคณะกรรมการบริษัท BCPG มีมติอย่างเจาะจงว่าจะขายหุ้นมูลค่า 4,500 ล้านบาทให้กับ 2 กองทุนนี้ ซึ่งวันนี้เรารู้แล้วว่าเป็นกองทุนที่เกี่ยวโยงโดยตรงกับกลุ่มสแกมเมอร์ฟอกเงิน
เขายังฝากคำถามไปถึงนายกรัฐมนตรีด้วยในประเด็นนี้ ดังนี้
- คำถามถึงนายกฯ: รัฐบาลได้ถามกลับไปที่คณะกรรมการของ BCPG หรือบริษัทแม่อย่างบางจากหรือไม่ว่าในปี 2563 ตัดสินใขายหุ้นแบบเจาะจงให้กับ 2 กองทุนนี้เพื่ออะไร ? และถ้าลองเปิดตาสักนิดก็จะรู้ว่าวันนั้นใครเป็นประธาน BCPG ใครเป็นประธานบางจาก ก็จะเห็นว่าผู้นั้นเป็นอดีต รมว.คลัง น่าจะไปถามว่าวันนั้นคิดอย่างไร รู้จักกองทุน CAI หรือไม่ ?

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
รองหัวหน้าพรรคสีฟ้าชี้ว่า กรณีเอ็มโอยูของกระทรวงดีอี เป็นอีกเครื่องสะท้อนความ "ไม่จริงจังหรือจริงใจ" ในการปราบสแกมเมอร์ หลังนายไชยชนกเปิดประเด็นว่ามีคนพยายามติดสินบนตัวเอง 40 ล้านบาท/เดือน และตั้งคำถามไปยังกระทรวงดีอียุคนายประเสริฐ โดยชี้ว่าจากนั้นอีกไม่กี่สัปดาห์ นายไชยชนกก็เปิดประเด็นเอ็มโอยูที่ถูกขนานนามว่า "เอ็มโอยูอัปยศ" โดยมีนายประเสริฐอยู่ในภาพ เป็นผู้อนุมัติ และเป็นสักขีพยานในพิธีลงนาม โดยมีนายเบน สมิธ ร่วมเฟรมด้วย ทั้งหมดนี้ทำให้มีคดีในดีเอสไอ และขณะนี้อยู่ในชั้นการพิจารณาตามของ ป.ป.ช.
นายกรณ์ยังได้ตั้งคำถามไปถึงผู้ที่อยู่ในคณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบันในประเด็นนี้ด้วย
- คำถามถึงนายกฯ: ด้วยข้อมูลทั้งหมดนี้ ทำไมถึงยังคิดว่ามันเป็นเรื่องที่เหมาะสมที่จะตั้งนายประเสริฐกลับมาเป็นรั รมต. ในรัฐบาล "อนุทิน 2"
- คำถามถึง รมว.คลัง: อีกบุคคลที่เป็นผู้ลงนามแทนกระทรวงคือ นายวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดีอีในเวลานั้น และเป็น 1 ใน 6 ผู้ถูกกล่าวหาคดีทั้งในดีเอสไอและ ป.ป.ช. จึงขอถามว่าเหมาะสมหรือไม่ที่คนที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการลงนามในเอ็มโอยูที่เอื้อต่อการฟอกเงินดิจิทัลระดับโลก จะดำรงตำแหน่งประธาน กลต.
- คำถามถึงนายกฯ: นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นอีกคนที่ปรากฏข่าวชัดเจนว่ามีส่วนเกี่ยวกับการทำธุรกรรมร่วมกับนายเบน ด้วยการร่วมกับครอบครัวซื้อเครื่องบินเจ็ทมูลค่า 862 ล้านบาทจากภรรยาของนายเบน สมิธ โดยอ้างว่าผ่อนจ่ายเป็นงวด ๆ และชำระเงินผ่านธนาคาร B.I.C. กัมพูชา คำถามคือก่อนตั้งนายสุริยะ ได้ตรวจสอบเส้นทางเงินหรือยัง เพราะเพียงข้อเท็จจริงนี้ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเสมือนการ "ซื้อของจากผู้เป็นโจร" แค่นั้นก็เป็นพฤติกรรมต้องสงสัยแล้ว
"ถ้าท่านยังไม่ได้เคยตั้งคำถามเหล่านี้ ผมก็มีคำถามที่อดที่จะถามกับท่านไม่ได้ว่านั่นคือสะท้อนถึงความจริงใจ จริงจัง ของท่านหรือไม่ในการที่จะปราบกลุ่มทุนเทา" นายกรณ์กล่าวในที่ประชุมสภาวันนี้
สุริยะแจง ถ้ารู้ว่าเบน สมิธ เอี่ยวทุนเทา ไม่ซื้อเครื่องบินด้วยแน่นอน
ต่อมาเวลา 16.40 น. นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ลุกขึ้นตอบข้อซักถามของนายกรณ์ โดยยอมรับว่าได้ซื้อเครื่องบินเจ็ทจากภรรยาของนายเบน และเคยชี้แจงผ่านสื่อมวลชนและสังคมไปก่อนหน้านี้แล้ว ทั้งนี้ได้ซื้อเครื่องบินนี้ร่วมกับครอบครัว มูลค่า 862 ล้านบาท ส่วนตัวมีสัดส่วนถือครอง 30 ล้านบาท ส่วนที่เหลือเป็นของญาติ ๆ โดยได้ชำระเงินและผ่านกระบวนการจดแจ้งเครื่องบินเมื่อ 13 ก.ย. 67 ซึ่งขณะนั้นยังไม่มีการกล่าวหานายเบนว่ายุ่งเกี่ยวกับทุนสีเทา นายรังสิมันต์ โรม เอาเรื่องนายเบนมาพูดครั้งแรกเมื่อ ก.ย. 68 หรือเป็นเวลาหลังซื้อขายเครื่องบินไป 1 ปีเต็ม
"ถ้าผมทราบว่านายเบน สมิธ มีส่วนเกี่ยวข้องดังกล่าว ธุรกิจธุรกรรมการซื้อขายเครื่องบินกับนายเบน สมิธ จะไม่เกิดขึ้นแน่นอน" นายสุริยะอ่านข้อความในกระดาษที่จัดเตรียมมา

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
รมว.เกษตรฯ ยังตอบข้อซักถามของ สส. พรรค ปชป. เป็นรายประเด็น ดังนี้
- มีการชำระเงินจริงหรือไม่? นายสุริยะตอบว่า ซื้อขายจริง ชำระเงินผ่านธนาคารกรุงเทพฯ สาขาในประเทศไทยทั้งหมด ไม่ผ่านธนสาคาร B.I.C ของนายยิม เลียก คู่หู่ของนายเบน สมิธ แต่อย่างใด
- เงินที่ใช้ชำระมาจากไหน?
- นายสุริยะตอบว่า เงินชำระเป็นของตนและครอบครัว และได้แจ้งต่อ ป.ป.ช. ตั้งแต่ 6 ก.ย. 2567 ตรวจสอบจาก ป.ป.ช. ได้
- เมื่อชำระแล้ว เงินนั้นไปที่ไหน? นายสุริยะตอบว่า เมื่อชำระแล้ว เงินที่โอน ๆ ผ่านธนาคารกรุงเทพฯ ในไทย ส่วนผู้ขายโอนไปที่ไหนต่อเป็นเรื่องของผู้ขาย ไม่ได้เกี่ยวข้องกับตนเลย
ประเสริฐไม่รู้จักบริษัทเซ็น MOU-ไม่เคยตกเป็นผู้ถูกกล่าวหา
เวลา 18.10 น. นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ได้ลุกขึ้นตอบข้อซักถามของ สส. และ สว. ที่เกี่ยวกับนโยบายและเนื้องานของ ศธ. ก่อนที่ในช่วงท้ายจะพูดถึงกรณีถูกพาดพิงเรื่องเป็นสักขีพยานเซ็นเอ็มโอยู
อดีต รมว.ดีอี ซึ่งปัจจุบันเป็น รมว.ศธ. ยืนยันว่า ได้ผ่านการตรวจสอบจากหน่วยเกี่ยวข้องอย่างรอบคอบแล้ว ทำให้มีคุณสมบัติพร้อมดำรงตำแหน่ง รมต. แต่เมื่อมีสมาชิกหลายคนอภิปราย และบางส่วนได้รับข้อมูลที่ความคลาดเคลื่อนและไม่ถูกต้อง จึงอยากชี้แจงว่ากรณีการสแกนม่านตาเป็นการกระทำที่ไม่เกี่ยวข้องกับรายละเอียดในเอ็มโอยูทั้งสิ้น แต่เป็นเรื่องที่ทำหลังจากมีเอ็มโอยู ซึ่งเราไม่เคยได้รับรายงานหรือเกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งนี้เอ็มโอยูดังกล่าวผ่านการตรวจสอบจากหลายหน่วยงาน ทั้งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา, สำนักงานอัยการสูงสุด, กระทรวงการต่างประเทศ และฝ่ายกฎหมายของกระทรวงดีอี ซึ่งการลงนามเอ็มโอยูเป็นสาระกว้าง ๆ เพื่อพัฒนาและส่งเสริมศูนย์ธุรกิจดิจิทัลของไทย ไม่มีประเด็นใดผูกมัด หรือผูกพันให้ข้าราชการเสียหาย
"ผมไม่เคยรู้จักกับกลุ่มบริษัทที่ลงนามทั้งสิ้น ไปตรวจสอบได้ ผมไม่เคยมีความสัมพันธ์ ไม่เคยรู้จัก ไม่เคยได้รับผลประโยชน์ใด ๆ ทั้งสิ้น" นายประเสริฐกล่าว
รมว.ศึกษาธิการ และเลขาธิการพรรค พท. กล่าวต่อไปว่า การเข้าพบดีเอสไอก็เพื่อไปให้ข้อมูลในฐานะพยาน ไม่ใช่ผู้ถูกกล่าวหา ไม่เคยถูกชี้มูลใด ๆ ไม่เคยได้รับข้อกล่าวหาจาก ป.ป.ช. เลย






























